Category: Business

  • สรุปเข้มคอร์ส Branding 101 ของ Mission Academy

    สรุปเข้มคอร์ส Branding 101 ของ Mission Academy

    Mission Academy เปิดตัวคอร์สเรียนใหม่ Branding 101: From Zero to Brand Growth สอนโดยพี่แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ แม่ทัพแห่งบริษัทศรีจันทร์

    แอดนั่งเรียนเมื่อวาน binge watch รวดเดียวจบ ความรู้เน้นๆ เขียนสรุปแบบเข้มๆมาให้ทุกคนอ่านแล้ว ใครสนใจเรื่อง branding โพสต์นี้รับจบ เย้ 555+

    Mission Academy

    Mission Academy คือโรงเรียนออนไลน์ของ Mission To The Moon ช่อง YouTube สำหรับคนทำงานและรักในการพัฒนาตัวเองที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน

    มาพร้อมกับ slogan เท่ๆ “Your Growth, Our Mission”

    ตอนนี้บนเว็บไซต์มีคอร์สเรียนทั้งหมด 6 คอร์ส (ก.พ. 2025) เน้นเรื่อง business, people และ work-life balance เป็นหลัก สอนโดยพี่แท็ป คนดีคนเดิม เย้

    Branding 101 Course

    คอร์สใหม่ Branding 101: From Zero to Brand Growth แอดเห็นโฆษณาเยอะมาก 2-3 วันที่ผ่านมา ยิงตรง target 555+ interest: {ชอบเรียน, นอนน้อยแต่นอนนะ}

    เลยทักไปหาน้องกั๋ว นักเรียน bootcamp ทำงานอยู่ที่ Mission To The Moon

    กะว่าทักไปถามเฉยๆ ไม่ได้คาดหวังอะไร .. แต่ได้เรียนฟรีเฉย พี่รักกั๋ว พี่รัก Mission Academy ❤️ ยั๊งงง 555+

    กั๋วบอก “Enroll ให้แล้วครับพี่ทอย” แอดรีบกดเข้าเรียนทันทีบน Mission Academy

    เนื้อหาคอร์สนี้แบ่งออกเป็น 5 modules + 3 case studies + 2 worksheets วิดีโอสั้นๆ ใช้เวลาเรียนประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง

    1. Understanding customer insights & unique value proposition
    2. Developing customer experience for loyalty
    3. Engaging 9 customer types effectively
    4. Driving success through internal branding
    5. Building internal branding with culture

    แถม! ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการเรียนฉ่ำ slide 102 หน้า ร้องขอชีวิต 555+

    What is Branding

    พี่แท็ปอธิบายว่า Branding ไม่ใช่แค่ logo, slogan หรือคำโฆษณา แต่คือคำมั่นสัญญา “Promise” ที่เรามอบให้กับลูกค้า พูดแล้วทำได้จริง

    Branding คือการทำความเข้าใจลูกค้า “Customer Insights” + “Job to Be Done” และเปลี่ยนความรู้เหล่านั้นเป็นการลงมือทำ

    Strong Brand คือแบรนด์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า “Customer Needs” ด้วยสิ่งที่แบรนด์เราทำได้ดี และคู่แข่งทำสิ่งนั้นไม่ได้ (หรือ copy ได้ยาก)

    • Winning Zone = Customer Needs + Our Brand’s Strength
    • Losing Zone = Customer Needs + Competitor’s Strength
    • Danger Zone = Customer Needs + ทั้งเราและคู่แข่งทำได้เหมือนๆกัน

    Branding คือการลงทุนในระยะยาว สร้างความแตกต่าง ดูแลลูกค้าทั่วถึง คำนึงทุก touchpoints เป้าหมายสูงสุดของการสร้างแบรนด์คือ “Brand Loyalty

    จุดเด่นของคอร์สนี้ พี่แท็ปสอนเรื่อง “Internal Branding” จุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เกิดขึ้นจากภายใน people, culture และ work ethics

    👉 จริงๆ branding มีหลายมิติมากๆ ส่วนตัวแอดว่ามันซับซ้อนกว่าที่พี่แท็ปสอนในคอร์สนี้พอสมควร พี่แท็ปยังไม่ได้แตะ concept เรื่อง “Brand Equity” สักเท่าไหร่

    รอเรียนคอร์ส Branding 102 เลย ยั๊งงง 555+

    Case Studies

    ในคอร์สนี้ พี่แท็ปเล่า case studies น่าสนใจของ New Coke, Starbucks และ sasi

    New Coke

    New Coke คือเรื่องราวสุดคลาสสิก ใครทำงานด้าน branding ต้องเคยอ่านเคสนี้เกือบทุกคน หลักสูตรบังคับโดยเฉพาะทีม market research (why survey failed?)

    ปี 1985 Coke กำลังแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดกับ Pepsi แบบดุเดือด อยู่ดีๆก็คิดอยากปรับสูตรจาก Classic เป็น New Coke ไม่ถามแฟนคลับเลย

    ผู้บริหารกะว่า New Coke ปังแน่นอน ก็ปังจริงๆ .. แต่ในทางไม่ดีนะ ยั๊งงง 555+ 🤣

    ลูกค้าที่จงรักภักดีกับ Classic Coke ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แบบขั้นสุด อยู่ดีๆจะมาเปลี่ยนรสชาติดั้งเดิมที่เค้าผูกพันไม่ได้ (Brand Loyalists)

    ผ่านไปแค่สามเดือน สุดท้ายบริษัททนแรงกดดันจากแฟนคลับไม่ไหว ยอดขายตกกระจาย ต้องพับโปรเจ็ค New Coke กลับมาขาย Coca-Cola Classic เหมือนเดิม

    บทสรุปของ case study นี้คือ “Don’t Mess with a Classic” 555+

    Starbucks

    ถึงแม้ Starbucks จะยังครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในตลาดร้านกาแฟ U.S. แต่แบรนด์ประสบปัญหาเสียลูกค้าจำนวนมากในช่วงสองปีที่ผ่านมา (2023-2024)

    นักวิเคราะห์อธิบายเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยอดขาย Starbucks ตก คือ

    • Competition – การแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดร้านกาแฟ
    • Experience – ราคาสูง รอคิวนาน เมนูที่ซับซ้อนเกินไป
    • Branding – ภาพลักษณ์ของแบรนด์ไม่แข็งแกร่งเหมือนก่อน

    ปี 2024 บริษัทรายงานยอดขาย (global store sales) ลดลง 2% บอร์ดบอก “ทนไม่ไหวแล้ว ยั๊งงง 555+” แต่งตั้งผู้บริหารคนใหม่ Brian Niccol รับหน้าที่ในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา

    Get the morning right, every morning. – Brian Niccol

    Brian ประกาศกลยุทธ์ “Back to Starbucks” เพื่อยกระดับแบรนด์ให้กลับมาแข็งแกร่งเช่นเดิม โฟกัสที่ประสบการณ์ลูกค้าเป็นหลัก i.e. meet customer expectations

    และเน้นการสร้าง “Community Coffeehouse” ให้ร้าน Starbucks เป็นที่ที่ลูกค้าอยากกลับมาใช้บริการทุกวัน สร้างประการณ์ in-store ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

    Sasi

    พี่แท็ปเล่าย้อนไปตั้งแต่วันแรกๆที่จะเปิดตัว sasi ทำ focus group กับเด็กมัธยมอายุ 13-15 ปี หา insight ว่าทำไมต้องแต่งหน้าไปโรงเรียน ทีมการตลาดศรีจันทร์ค้นพบว่า ..

    • เด็กๆ Gen Alpha & Gen Z ชอบถ่ายรูป
    • นิยามคำว่า “รูปที่ดี” ของพวกเค้าคือ “หน้าเราต้องรอด” สวย ปัง น่ารัก โดยเฉพาะเจ้าของกล้อง กล้องใครถ่าย คนนั้นรอด เย้ 555+
    • เด็กๆมองการแต่งหน้าไปโรงเรียนคือ “การลงทุน” เผื่อวันหนึ่งได้เจอเนื้อคู่บนโลกออนไลน์ online dating เป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กยุคใหม่
    • Verbatim “เผื่อผู้ชายมาขุดดูรูปหนูใน Instagram” ยั๊งงง 555+

    ทีมการตลาดนำ insight นี้มาใช้ปั้นแบรนด์ sasi เจาะกลุ่มวัยรุ่นกับสโลแกน “เพื่อนคนใหม่ที่จะพาคุณเข้าสู่โลกของวัยสาวอย่างมั่นใจ” สินค้าคุณภาพในราคาที่จับต้องได้

    ปัจจุบันยอดขายของ sasi เติบโตขึ้นมาเป็น sub-brand อันดับสองใน portfolio ของ Srichand ยอดขายรวมทั้งบริษัททะลุ 1,000 ล้านบาทแล้ว (as of 2023) เย้

    10 Things I Learned

    Earth is now our only shareholder – Yvon Chouinard

    สรุป 10 ไอเดียสำคัญที่แอดได้จากคอร์สนี้ ❤️

    1. Branding คือคำมั่นสัญญา ไม่ใช่แค่พูด แต่ต้องลงมือทำ
    2. Branding คือการลงทุน เห็นผลในระยะยาว ก้าวแรกคือเข้าใจ Customer Insights
    3. Digital Media คือที่สุดแล้ว พี่แท็ปบอกว่ามีล้านลงล้าน เอา digital ให้เต็มก่อน บางแคมเปญไม่ทำ offline เลย 555+
    4. ใช้ Social Media เพื่อเข้าถึงลูกค้าในทุกๆ touchpoints
    5. Peak-End Rule ลูกค้าจะจำได้สองอย่าง ประสบการณ์พีคๆแบบโคตรประทับใจ และประสบการณ์ตอนจบ เช่น goodbye drinks เวลาไปพักโรงแรม
    6. Funnel ที่ลูกค้าใช้ interact กับแบรนด์เรา ซับซ้อนขึ้นทุกวัน พี่แท็ปเรียกสิ่งนี้ว่า “Customer Experience Loop” (slide หน้า 56)
    7. Segments ลูกค้ามีหลายแบบ แต่ละแบบต้องการการดูแลเอาใจใส่ไม่เหมือนกัน
    8. Internal Branding สร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งจากภายใน ผู้คน + วัฒนธรรม
    9. Culture eats strategy for breakfast” – Peter Drucker ต้องการสื่อว่าวัฒนธรรมองค์กรสำคัญกว่ากลยุทธ์
    10. Harvard นำเสนอโมเดลวัฒนธรรมองค์กรทั้ง 8 แบบ – Learning, Purpose, Caring, Order, Safety, Authority, Results และ Enjoyment

    แบรนด์ที่แอดชอบมากๆ พี่แท็ปมีพูดถึงในคอร์สนี้เหมือนกันคือ Patagonia วัฒนธรรมและจุดยืนองค์กรชัดเจนแบบขั้นสุด “Purpose Driven” แบรนด์รักโลก 555+

    วิสัยทัศน์ของ Patagonia คือ การสร้างสินค้าที่ดีที่สุด (Fashion/ Outdoor Business) โดยทำร้ายโลกให้น้อยที่สุด และนำกำไรที่ได้ทั้งหมดมาต่อสู้กับปัญหาสิ่งแวดล้อม

    “โลกคือผู้ถือหุ้นหนึ่งเดียวของเรา” ขนลู๊กกก สุดยอดแบรนด์อย่างแท้จริง

    Note – เสื้อ Tee แบรนด์อื่นขาย $20 ก็ว่าแพงแล้ว แต่ Patagonia ขายที่ $45 ยั๊งงง 555+ แพงขนาดนี้ แต่ลูกค้าก็ยอมจ่าย เพราะ purpose ของแบรนด์แข็งแกร่งมาก

    Good Foundation

    ส่วนตัวเรียนจบแล้วคิดว่าคอร์ส Branding 101: From Zero to Brand Growth ช่วยปูพื้นฐานได้ดีเลย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น แต่เนื้อหาเบาไปนิด อยากเรียนหนักๆ แง 555+

    สิ่งที่แอดชอบในคอร์สนี้

    • Theory + Practice (Cases) พี่แท็ป รู้ลึก ทำจริง ของแทร่
    • Internal Branding ความแข็งแกร่งเริ่มต้นจากภายใน Team & Culture
    • Branding Framework ให้เราไปคิด ต่อยอดธุรกิจได้

    อารมณ์เหมือนนั่งฟังพี่แท็ปเล่า podcast “Mission To The Moon” เพลินจัด เรียนจบได้ใน 1.5-2.0 ชั่วโมง พี่แท็ปเล่า case studies ต่างๆได้สนุกเหมือนเดิม กราบ

    ถ้าใครยังไม่เคยเรียนหรือทำงานด้าน branding มาก่อน แอดว่าคอร์สนี้ตอบโจทย์ เอาไป 8.5/10 คะแนน สนนราคา 1,990 บาท จ่ายครั้งเดียว เรียนได้ตลอดชีวิต แฮร่

    พิเศษ! กั๋วทักมาแจกโค้ดส่วนลดพิเศษ DataRockie ให้แฟนเพจเรา ลด 10% ใช้ตอน check out ได้เลยนะคร้าบ ขอให้สนุกกับการเรียนรู้วิชา branding 101 นะครับทุกคน

    ปล. แอดเล็งคอร์ส Business Storytelling อยู่ โดนแน่ ยั๊งงง 555+

  • สรุป 10 ข้อคิดดีๆที่ได้จากการอ่าน Duolingo Handbook

    สรุป 10 ข้อคิดดีๆที่ได้จากการอ่าน Duolingo Handbook

    Duolingo เปิดตัว “Duolingo Handbook” หนังสือ ebook ที่เขียนจากประสบการณ์ 14 ปีในการสร้างแบรนด์ edtech และแอปสอนภาษาที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก

    แอดอ่านจบแล้ว บอกเลยว่า .. ของโคตรดีย์ 555+ เขียนสรุป 10 ไอเดียสำคัญจาก handbook เล่มนี้มาให้เพื่อนๆทุกคนอ่านในโพสต์นี้แล้ว นี่มัน toyGPT 555+

    The EdTech Giant

    Duolingo คือแอปเรียนภาษาที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก ก่อตั้งโดย Luis von Ahn และ Severin Hacker ในปี 2011 ปัจจุบันมีผู้ใช้งานรายเดือนมากกว่า 100 ล้านคน

    สถิติที่น่าสนใจของ Duolingo ปี 2025

    • ยอดดาวน์โหลดใน Google Play มากกว่า 500 ล้านครั้ง
    • คะแนนรีวิว 4.8/ 5.0 จากผู้ใช้งาน 31 ล้านคน
    • มูลค่าบริษัท 19.03 billion USD (เดือน ก.พ. 2025)
    • มีจำนวน subscribers ที่จ่ายเงินใช้ Duolingo Super แค่ 8 ล้านคน แต่บริษัทเริ่มสร้างกำไรได้แล้ว หลังจากขาดทุนมาเป็นสิบปี

    Duolingo ใช้โมเดลธุรกิจแบบ “Freemium” เปิดให้คนทั่วไปใช้งานแอปฟรี มีโฆษณาแทรกนิดๆหน่อยๆ และมี option แบบเสียเงินเพื่อประสบการณ์เรียนที่ดีกว่า

    Duolingo (2011-2025) เติบโตขึ้นมาเป็นบริษัท edtech อันดับต้นๆของโลก ปฏิรูปการเรียนรู้ภาษาผ่านโทรศัพท์มือถือไปตลอดกาล แอด 💚 Duolingo

    Duolingo Handbook

    Duolingo เปิดตัว handbook เล่มนี้วันที่ 10 ก.พ. 2025

    เพื่อนๆที่สนใจ สามารถดาวน์โหลด Duolingo Handbook ได้ฟรี หนังสือ ebook [PDF] 65 หน้า เล่าวัฒนธรรมการสร้าง product ของ Duolingo แบบเจาะลึก

    เนื้อหาในพาร์ทต่อไป แอดเขียนสรุป highlights สำคัญของ handbook แบบเน้นๆ ลุยครับทุกคน สนุกมาก ยั๊งงง 555+ 🤣

    Five Principles

    Mission ของ Duoling คือ “to develop the best education in the world and make it universally available.” ดีจัดๆ ขนลู๊กกก

    และการจะทำเป้าหมายนี้ให้สำเร็จ Duos บอกว่าพวกเรายึดมั่นในหลักการ 5 ข้อ ต่อไปนี้

    1. Take the long view
    2. Raise the bar
    3. Ship it!
    4. Show don’t tell
    5. Make it fun

    Deep Dive into Meaning

    อธิบายความหมายของ principles ทีละข้อ ตามนี้

    Take the long view – ถ้าสิ่งที่ทำอยู่ช่วยแก้ปัญหาในระยะสั้น แต่สร้างปัญหาในระยะยาว สิ่งนั้นผิดแล้ว อย่าหาทำ 555+

    Raise the bar – ถ้าอยากเปลี่ยนโลก ก็ต้องสร้าง product ระดับโลก มาตรฐานและคุณภาพต้องขั้นสูงสุด the bar is high

    Ship it! – สร้างของที่ใช้งานได้จริง และส่งมอบคุณค่านั้นให้กับ users ยิ่งไว ยิ่งดี

    Show don't tell – ความสำเร็จไม่ใช่แค่คำพูด แต่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง วัดผลผ่าน data และ real impact

    Make it fun – ใส่อารมณ์ขัน ความสนุก และจินตนาการ ลงไปในทุกอย่างที่เราทำ Duos เรียกวัฒนธรรมนี้ว่า “Quirky”

    แอดนั่งฟังสัมภาษณ์ Luis มาเพิ่ม เค้ามองเกมยาวแบบสุดๆ Luis บอกว่า Duolingo สามารถรายงานตัวเลขรายได้เพิ่มขึ้นวันนี้ได้เลย ถ้าเค้าใส่โฆษณาเพิ่มในแอป

    แต่ถ้าทำแล้วมันทำร้ายประสบการณ์ของผู้ใช้งานในระยะยาว .. Luis บอกว่าไม่เอาดีกว่า ยอมให้บริษัทขาดทุนเป็นสิบปี เพิ่งเริ่มมีกำไรครั้งแรกเมื่อปี 2023 นี้เอง

    Long term user retention > Short term revenue

    The KPIs That Matter

    ตัวเลข Metrics หรือ KPIs ที่ Duolingo ใช้วัดความสำเร็จคือ

    • Daily Active Users (DAU) – จำนวนผู้ใช้งานบนแอปรายวัน
    • Monthly Active Users (MAU) – จำนวนผู้ใช้งานบนแอปรายเดือน
    • Paid Subscribers – จำนวนนักเรียนที่จ่ายเงิน premium
    • Total Bookings – รายได้ทั้งหมดของ Duolingo ใน period นั้นๆ จากค่า subscription, ads และ Duolingo English Test (DET)
    • Number of Experiments – จำนวนการทดลองที่สร้าง impact ได้จริง Luis บอกว่าเรารัน A/B Testing กันแบบยับๆ 555+

    Note – ทั้ง 5 metrics นี้ ยิ่งสูง ยิ่งดีหมดเลย i.e. quality metrics เย้

    The Green Machine

    หัวข้อสุดท้ายในหนังสือ Duolingo Handbook นำเสนอ “The Green Machine” เป็น framework ที่เปลี่ยนทฤษฎีเป็นการลงมือทำจริง

    Keyword สำคัญของ The Green Machine คือ “Continuous Improvement Through Small Changes” นี่มัน Kaizen ของแทร่ 555+

    การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ + ต่อเนื่องที่ทำให้ product ของเราดีขึ้นเรื่อยๆ

    สามปัจจัยสู่ความยิ่งใหญ่ของ Duolingo คือ [1] ทีมงาน [2] ใจที่รักการทดลอง และ [3] ใช้ข้อมูลนำทาง กล้าที่จะลงทุนกับไอเดียใหม่ๆ i.e. double down on what works

    Duolingo เขียนใน footnote หน้า 61 ว่าพวกเค้าทำ OKR (Objectives and Key Results) กันไตรมาสละครั้ง เพื่อพิชิตเป้าหมายรายปี และผลลัพธ์ทางการเงินในระยะยาว

    The 10 Insights

    10 ไอเดียสำคัญที่แอดตกผลึกได้จากการอ่าน Duolingo Handbook เล่มนี้

    1. Patience ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ต้องการเวลา จงอดทน
    2. จงสร้าง product/ brand ที่จะอยู่ไปได้อีก 100 ปี
    3. Don’t do dumb shit (หน้า 11) วิเคราะห์ผลกระทบของสิ่งที่เราทำในระยะยาวเสมอ i.e. “dumb” ใน context นี้คือ short-term gain, long-term pain
    4. อยากทำอะไร ทำ .. แต่อย่าทำร้ายประสบการณ์ผู้ใช้งาน
    5. เชื่อมั่นในเทคโนโลยี พัฒนา product ที่ดีขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา
    6. จริงจังกับ hiring process ดูทั้งความสามารถและนิสัย .. เก่ง แต่นิสัยแย่ ก็ไม่ได้งานที่ Duolingo ยั๊งงง 555+
    7. จงสร้าง product หรือประสบการณ์บางอย่างที่คนอื่น copy เราไม่ได้ง่ายๆ i.e. ใน case ของ Duolingo คือ characters ที่อยู่ในแอป (หน้า 20)
    8. การตลาดโคตรสำคัญ ถ้าเรามีของดี แต่คนไม่รู้จัก ธุรกิจก็ไปไม่รอด
    9. Hard on work, easy on people เวลาคอมเมนต์ โฟกัสที่เนื้องาน ไม่ใช่ตัวบุคคล
    10. Dogfooding พนักงานทุกคนต้องอินใน product .. สร้างเอง ใช้เอง เล่นทุกวัน เย้

    Bonus Insights

    แถม! อ่านแล้วได้ insights เยอะมาก แอดเขียนเพิ่มอีก 8 ข้อน๊า 555+

    1. Duolingo ใช้ 4 ปัจจัยนี้กำหนดมาตรฐานของ product (release) คือ
      • Useful – ฟีเจอร์ที่สร้างต้องมีประโยชน์
      • Intuitive – ใช้งานง่าย ไม่ต้องคิดเยอะ
      • Delightful – สนุก ใช้แล้วชื่นใจ เอามาอีก ยั๊งงง 555+
      • Polished – งานเนี๊ยบ design, copy, interaction ต้องสมบูรณ์แบบ
    2. สร้างของที่ใช้งานได้จริง V1 .. ไม่ใช่แค่ MVP แบบทำไปงั้นๆ
    3. สร้าง cycle ของ compounding growth ด้วยการส่งมอบคุณค่าให้ users อย่างต่อเนื่อง (หน้า 35, Ship It!)
    4. Ruthless Prioritization โฟกัสสิ่งที่มีความหมาย เลือกทำ feature ที่สร้าง impact สูงสุดให้ users ก่อนเสมอ
    5. TL;DR สื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ทั้งในและนอกองค์กร
    6. Lead ด้วย outcome ไม่ใช่ opinion .. เอา data มาคุยกัน ง่อล เท่จัด 555+
    7. อยากให้คนเชื่อมั่นในตัวเรา ต้องสร้างผลงาน และส่งมอบคุณค่าให้กับองค์กร Duos เรียกสิ่งนี้ว่า “trust battery”
    8. A product built on play ความสนุกคือหัวใจของ product ที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะในสาย edtech

    My Take on This

    ส่วนตัวแอดยกให้นี่เป็น handbook ที่ดีที่สุดสำหรับเพื่อนๆที่สนใจสาย product เลย เขียนโดยหนึ่งในบริษัท edtech ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ณ เวลานี้

    อ่านจบต้องโหลด Duolingo มาเล่น 555+ ตอนนี้แอด streak ติดกันสามวันแล้ว เย้ ว่าจะลองสมัครสอบ Duolingo English Test อีกรอบ ไว้มาเขียนรีวิวการสอบให้อ่านนะครับ

    เพื่อนๆอ่านจบแล้ว คิดเห็นยังไงกันบ้าง ชอบ principle ข้อไหน คอมเมนต์บอกแอดด้วยนะครับ ส่วนตัวแอดชอบทุกข้อ เลือกไม่ถูก คนหลายจัย ยั๊งงง 555+ 💚

  • Johnny Georges กับ Episode ที่ดีที่สุดของ Shark Tank

    Johnny Georges กับ Episode ที่ดีที่สุดของ Shark Tank

    Shark Tank คือรายการเกี่ยวกับการสร้างธุรกิจที่แอดชอบมาก ได้ไอเดีย แนวคิดดีๆทุกตอน แอดกดดูบ่อยจนมันขึ้นหน้า facebook feed ทุกวันเลยเนี่ย 555+

    มีอยู่ตอนหนึ่ง แอดดูแล้วน้ำตาไหล ซึ้งจัด (เรื่องจริง 555+) อยู่ใน Season 5 Episode 7 ปี 2013 เรื่องราวของ Johnny Georges และอุปกรณ์ชื่อว่า Tree T-PEE

    บทความนี้แอดเขียนเล่าแนวคิดธุรกิจของ Johnny และสิ่งที่แอดได้เรียนรู้จาก EP นี้

    The Origin of Shark Tank

    เผื่อใครยังไม่เคยดู Shark Tank มันคือ American TV Show ที่ให้ผู้ประกอบการหรือ startup หน้าใหม่มา pitch ไอเดียธุรกิจกับ Shark นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

    ถ้าใครนำเสนอได้ถูกใจเหล่า Shark มีโอกาสได้เงินลงทุนไปต่อยอดธุรกิจและ mentorship แลกกับ equity เช่น เงินลงทุน $100,000 แลกกับหุ้นบริษัท 15%

    Shark Tank ออกอากาศครั้งแรกในปี 2009 ผ่านมาแล้ว 16 Seasons มากกว่า 300+ EP เสียงตอบรับดีมาก คนตัดคลิปรายการมาโพสต์บน social กันรัวๆ 555+

    ตัวอย่าง Shark ดังๆ เช่น Mark Cuban, Daymond John, Robert Herjavec, Barbara Corcoran, Kevin O’Leary และ Lori Greiner

    ถ้าใครชอบรายการแนวนี้ ฝั่ง UK จะมี Dragons’ Den ที่มี Steven Bartlett เจ้าของ host รายการ The Diary of a CEO เป็นหนึ่งใน Shark ด้วย สนุกมาก

    Johnny Georges & Tree T-PEE

    Johnny Georges มา pitch อุปกรณ์ที่เค้าพัฒนาขึ้นมาเองชื่อว่า Tree T-PEE ในซีซัน 5 ขอเงินลงทุน $150,000 แลกกับ equity 20%

    Tree T-PEE คือ “water containment system” เครื่องกักน้ำสำหรับต้นไม้เล็กๆ ใช้ร่วมกับ micro sprinker ที่พ่อของเค้า Rick Georges คิดค้นขึ้นมาในปี 1970

    Tree T-PEE คืออุปกรณ์ที่เกิดมาเพื่อเกษตรกร แก้ปัญหาได้แบบตรงจุด สุดปัง

    • ลดการใช้น้ำจาก 25,000 gallons เหลือแค่ 800 gallons ต่อปี
    • ต้นไม้ได้น้ำในระดับที่เหมาะสม เจริญเติบโตได้ดีขึ้น
    • ประโยชน์อื่นๆ เช่น ปกป้องต้นไม้ เพิ่มความชุ่มชื้นที่พื้นดิน ฯลฯ
    • ณ เวลานั้น ตลาดยังไม่มีอุปกรณ์ที่ทำได้แบบ Tree T-PEE เลย

    ตอน pitch มีจังหวะที่ Johnny หยุดไปแป๊บหนึ่ง น้ำตาจะไหล คือประโยคที่ว่า ..

    When good people come together with a noble cause, great things happen.

    เค้าหวังว่า Shark จะเห็นด้วยกับสิ่งที่เค้าทำเพื่อช่วยเกษตรกร ถ้าได้เงินลงทุนและพลังเครือข่ายของ Shark เค้าจะสามารถส่ง Tree T-PEE ไปวางขายได้ทั่วประเทศอเมริกา

    The Market

    แอดไปนั่งหาข้อมูลเพิ่มเติม อ้างอิงจากเว็บ USDA.gov พบว่าประเทศอเมริกามีจำนวน producers (farmers) ทั้งหมด 3.4 ล้านคน ดูแล 1.9 ล้านฟาร์มในปี 2022

    ลองคิด opportunity ของ Tree T-PEE แบบเร็วๆด้วย assumption

    • 10% ของ farms ทั้งหมด (190K) ซื้อ Tree T-PEE ไปใช้งาน
    • โดยเฉลี่ย หนึ่งฟาร์มซื้อ 100 units ต่อปี
    • Johnny จะมีรายได้ 190K * 100 * $5 ประมาณ $95M ต่อปี

    ตัวเลขออกมาดู ok เลย กลับมาดู Shark Tank ตอนนี้กันต่อ

    Do What is Right

    Do what is right, not what is easy – Roy T. Bennett

    Johnny นำเสนอไอเดียและสาธิตการใช้งาน Tree T-PEE ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ Shark ส่วนใหญ่ดูไม่ค่อยอยากลงทุนใน Tree T-PEE สักเท่าไหร่ อ้าว 555+

    เหตุผลเพราะ Johnny ขายอุปกรณ์นี้ในราคาต่ำเกินไป $4.5 ต่อชิ้น ได้กำไรประมาณ $1.5 .. Mark Cuban ถามว่า “ทำไมไม่ขาย $7, $10 ทำไมต้องขายแค่ $5 ด้วย?”

    Kevin O’Leary เสริมว่า “ถ้าจะให้ผมลงทุนใน Tree T-PEE ต้องตั้งราคาขั้นต่ำ $12”

    Johnny ทำหน้างง กับคำถามที่ได้จากทั้ง Mark และ Kevin และตอบว่า “ผมไม่เคยทำแบบนั้นมาก่อน (i.e. ตั้งราคาแพงๆ) ผมอยากจะทำทุกอย่างให้ถูกต้อง

    Johnny มองว่ากำไร $1 – $1.5 ต่อชิ้นคือทุกอย่างที่เค้าต้องการแล้ว ไม่อยากตั้งราคาสูงๆเอาเปรียบเกษตรกร .. แต่ profit margin แค่นั้นไม่เพียงพอสำหรับ Shark 😭

    DeJoria’s Deal

    Johnny ไม่รู้จะตอบ Shark ว่ายังไง Kevin บอกว่า “I’m out” .. ความเงียบปกคลุมทั้งสตูดิโอ โชคดีที่ John Paul DeJoria หนึ่งใน Shark วันนั้นเห็นด้วยกับสิ่งที่ Johnny ทำ

    DeJoria บอก Johnny ว่า “ชาวนาคือกระดูกสันหลังของประเทศอเมริกา [Cornerstone] และสิ่งที่คุณทำคือสิ่งที่ถูกต้อง”

    What you are doing is right, and you deserve a chance to make it big and do a lot of good. – John Paul DeJoria

    DeJoria ยินดีที่จะให้ทุกอย่างที่ Johnny ขอ เงินลงทุน $150,000 แลกกับ equity 20% ทั้งสองคนจับมือกัน ปิดดีลนี้ได้สำเร็จ

    หลังจาก Shark Tank EP นี้ออกอากาศ แค่วันแรกก็มียอดสั่งซื้อ Tree T-PEE เข้ามาหลายพันตัว Johnny ได้รับเสียงชื่นชมจากคนทั้งประเทศ

    มูลค่าธุรกิจของ Tree T-PEE เติบโตขึ้นมาแตะ $100M ในปี 2021 ปัจจุบัน Johnny ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ที่จะช่วยเหลือเกษตรกร ขายอุปกรณ์ราคาถูกเหมือนเดิม

    Business of Virtue

    ส่วนตัวแอดคิดว่านี่คือ episode ที่ดีที่สุดของ Shark Tank ตลอดกาล เรื่องราวของ Johnny กับ passion ที่อยากช่วยเกษตรกรในประเทศอเมริกา

    แอดดูวน EP นี้หลายรอบ ร้องไห้ตามจอห์นนี่ 555+ มีความเป็น Stoic ขั้นสุด

    Johnny ใช้ “virtue” เป็นแรงผลักดันในการสร้างธุรกิจจนประสบความสำเร็จ ตอกย้ำความเชื่อว่าเราสามารถสร้างธุรกิจที่ดีได้แค่เรายึดมั่นในความดีงาม ขนลู๊กกก

    • Wisdom – สร้างนวัตกรรม T-PEE แก้ปัญหาได้ตรงจุด
    • Courage – สมัครมาออกรายการ Shark Tank เพื่อนำเสนอไอเดีย
    • Justice – ทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น i.e. American Farmers
    • Moderation – สร้างกำไรแบบพอประมาณ cost vs. value based pricing

    ในมุมธุรกิจ ถึงแม้ margin ต่อชิ้นจะไม่สูง แต่ตลาด producers ของอเมริกาโคตรใหญ่ 3.4 ล้านคน 1.9 ล้านฟาร์ม Tree T-PEE มีโอกาสสร้างได้มหาศาลผ่าน volume ยอดขาย

    บทความใหม่เรื่อง Stoic ในการทำธุรกิจต้องมาแล้ว ยั๊งงง 555+

    แวะมาดู Shark Tank EP นี้ได้ที่ The Sharks Take An Emotional Trip To The Farm (5:30 นาที) คุ้มค่าทุกนาที ลุยครับทุกคน

    แอด ❤️ Johnny & Tree T-PEE

    PS. อ่านบทความนี้จบแล้ว คิดเห็นยังไงกันบ้าง comment แชร์แอดหน่อยนะคร้าบ

  • Milieu Canvas หาข้อมูล Insight ผู้บริโภควางแผนการตลาดได้ง่ายๆ

    Milieu Canvas หาข้อมูล Insight ผู้บริโภควางแผนการตลาดได้ง่ายๆ

    อยากได้ consumer insights ดีๆไว้ใช้วางแผนทำแคมเปญการตลาด มาทำความรู้จักกับ Milieu แพลตฟอร์มวิจัยตลาดน้องใหม่ เพิ่งเปิดตัวในประเทศไทยสดๆร้อนๆ

    บังเอิญแอดได้เจอกับทีม Milieu ในที่ประชุม เค้าเลยให้แอดมาลองเล่นฟรีเลย 555+

    เดี๋ยววันนี้แอดจะมาเล่าประวัติศาตร์ของการทำ market research ตั้งแต่แบบ offline จนมาเป็น online และแนะนำ Milieu Canvas ตัวช่วยทำงานวิจัยให้ทุกคนได้รู้จักกันเอง

    Research Industry

    สมัยแอดทำงานเป็น market research เมื่อสิบปีก่อน งาน survey ส่วนใหญ่เราทำแบบ offline หมดเลย คือเน้นเดินตามบ้าน หรือบนถนนเพื่อสัมภาษณ์ผู้บริโภค

    ปี 2010s เพิ่งเริ่มใช้งาน CAPI (computer and paper interview) ต้องไปเช่า tablet ลงโปรแกรมแบบสอบถาม ให้พี่ๆทีมสัมภาษณ์พกออกไปคุยกับลูกค้า แล้วค่อยเอาข้อมูลกลับมา upload เข้าสู่ระบบ

    กว่าจะเก็บข้อมูลกลับมาได้ครั้งหนึ่งๆใช้เวลานานมาก แอดคิดในใจน่าจะมีทางที่ดีกว่านี้นะ 555+ ในสมัยนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต การทำงานวิจัยแบบเดินตามบ้านจะค่อนข้างลำบากเลย

    แต่ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่เข้าถึง mobile internet ได้แล้ว จากสถิติปี 2021 ตัว internet penetration ในประเทศไทยสูงกว่า 85% แล้ว

    เทคโนโลยีการเก็บข้อมูลผู้บริโภควันนี้พัฒนามาไกลจากเมื่อสิบปีก่อนมาก

    โดยเฉพาะการทำ online survey ทำให้แบรนด์ต่างๆเข้าถึง insights ที่นำมาใช้วางแผนการตลาดได้เร็วขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายถูกลง เกิดมาจากนวัตกรรมของบริษัทวิจัยตลาดทั่วโลก

    The Birth of Online Survey

    ทุกวันนี้บริษัทวิจัยตลาดเริ่มหันมาโฟกัสที่ online survey มากขึ้น ปัจจัยหนึ่งแอดเดาว่าช่วง COVID ที่ผ่านมา การเก็บข้อมูลแบบเจอหน้ากัน หรือ face-to-face ทำได้ยากกว่าแต่ก่อน

    แต่เหตุผลสำคัญของการทำงานออนไลน์คือ

    • เร็ว 7 วันก็เห็นผลลัพธ์ได้แล้ว ไม่ต้องรอเป็นเดือนเหมือนสมัยสิบปีก่อน
    • สะดวกทั้งคนตอบแบบสอบถามและบริษัทวิจัย
    • ต้นทุนที่ถูกลง ผลพลอยได้ของเทคโนโลยีการเก็บข้อมูล

    Milieu เป็นบริษัทวิจัยตลาดแบบ online research panel ที่ช่วยเราเก็บข้อมูล insight ของคนไทยได้แบบง่ายจนงง ยั๊งง 555+ ตอนนี้ตัว panel มีคนไทยสมัครใช้บริการเข้าไปตอบแบบสอบถามแล้วมากกว่าห้าแสนคนและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

    วันก่อนทีมมิลยูประเทศไทยติดต่อแอดมา อยากให้แอดช่วยลองเล่น platform + ลองคอมเมนต์เครื่องมือตัวนี้หน่อย ลองใช้แล้วบอกเลยว่า ชอบมาก 555+

    Hello Milieu

    Milieu อ่านว่า มิลยู ก่อตั้งโดยคุณ Gerald Ang และ Juda Kanaprach ในปี 2016 ตอนนี้เปิดให้บริการครอบคลุมประเทศส่วนใหญ่ใน SEA แล้ว มีทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศไทยด้วย 

    จุดเด่นของมิลยู คือประสบการณ์และความรู้ในสายงานวิจัยของ founders ทีม software engineers ที่แข็งแกร่ง HQ ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์

    และการประยุกต์ใช้ gamification ออกแบบ survey ด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตอบแบบสอบถามได้สนุกยิ่งขึ้น 

    ❤️ แถมยิ่งตอบเยอะ ยิ่งได้ reward กลับมาเยอะ

    โดยคนทั่วไปสามารถสมัครเข้าไปแชร์ความเห็น ตอบแบบสอบถามผ่านแอป milieu community ดาวน์โหลดได้ทั้ง Android และ iOS ตอบแบบสอบถามรับพอยท์ใช้ในการ redeem รางวัลต่างๆ

    แค่ตอบว่าเราชอบกินข้าวมันไก่ หรือข้าวขาหมู มากกว่ากัน เมื่อวานได้ซื้อน้ำอัดลมยี่ห้อไหนบ้าง ก็ได้พอยท์กลับมาเพียบแล้ว ทำไมมันง่ายอย่างนี้ เย้ 555+

    เมื่อกี้คือจบฝั่งการเก็บข้อมูลแล้ว มาลองดูฝั่งแบรนด์ที่ต้องการใช้งาน data นี้กันบ้าง 

    ในแต่ละปี มิลยูประเทศไทยเก็บข้อมูลมากกว่าหนึ่งล้าน data points ข้อมูลมีหลายมิติโดยเฉพาะ insights ด้านการตลาด พร้อมให้แบรนด์นำไปใช้งาน ตัวอย่างข้อมูลของมิลยู เช่น

    • Demographic เชิงประชากร
    • Attitude เชิงแนวคิด ไอเดียต่างๆ
    • Media Behaviour เชิงพฤติกรรม การบริโภคสื่อ
    • Brand Consumption การบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ

    อยากได้อะไรเค้าก็มีให้ หรือจะสร้างแบบสอบถาม custom เองเลยก็ได้ ถามอะไรก็ได้ ยิง survey เข้าไปบน panel ให้คนไทยห้าแสนกว่าคนเข้ามาช่วยกันตอบ

    Platform ของมิลยูเป็นแบบ Web-based Service หรือ SaaS (Software as a Service) ที่เราสามารถเข้าไปดูและหมุนข้อมูลเองได้เลยชื่อว่า Canvas ซึ่งเค้ามี Built in Z Score หรือการวิเคราะห์ค่านัยสำคัญทางสถิติ ที่เรียกกันสั้นๆว่า Sig Test ไว้บน Platform ด้วย

    สมัยก่อนจะทำ Sig Test ต้องเอาข้อมูลออกไปใส่โปรแกรม SPSS กว่าจะได้ผลที ต้องกดรันข้อมูลหลาย steps สร้าง custom table เอง เดี๋ยวนี้ง่ายจนงง 555+

    Consumer Insights

    ตัวอย่าง insight ง่ายๆ ถ้าเราอยากรู้ว่าคนไทยขับรถประเภทไหนมากที่สุด?

    ทุกคนน่าจะเดาได้ถูกว่าต้องเป็นรถเก๋งแบบสี่ประตูแน่ๆ แต่ถ้าเราอยากรู้ว่ามีคนไทยขับรถแบบนี้กี่เปอร์เซนต์ แค่เปิดดูในมิลยูก็ตอบได้เลย สะดวกมาก 555+

    คนไทยตอนนี้ (2023) ขับรถแบบซีดานสี่ประตูประมาณ 54% รองมาเป็น SUV 19%

    Web UI จะมีเครื่องมือชื่อ Portrait หรือการสร้าง Segment ให้เรานำไปใช้งานต่อได้ง่ายๆ เช่น ถ้าเราอยากจะรู้ insight ของคนไทย ผู้หญิง อายุ 25-34 ปี อาศัยในกรุงเทพ

    เราสามารถสร้าง portrait (หรือ segment/ filter) นี้ขึ้นมา และนำไปใช้หมุนข้อมูลหา insight กับคำถามข้ออื่นๆต่อได้เลย

    มาลองดูตัวอย่าง study ที่มิลยูเคยทำไว้ในปี 2020 เกี่ยวกับความเห็นของคนไทยที่มีต่อ AI มีผู้ตอบแบบสอบถามชุดนี้มากกว่า 9,700 คน

    ขั้นตอนแรกของการวิเคราะห์ survey data คือการดู profile ของผู้ตอบแบบสอบถามก่อน แอดเลยกดเข้าไปดูที่ demographic พบว่าคนที่ตอบส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงประมาณ 60% อายุ 16-24 ปีมากกว่า 50% อาศัยในกรุงเทพประมาณ 26% 

    นั่งดู profile เร็วๆ ของมิลยูจะได้กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามค่อนข้าง mass หน่อย คือรายได้ครัวเรือนอาจจะไม่สูงมาก อย่างงานวิจัยนี้มากกว่า 80% รายได้ครัวเรือนต่ำกว่า 30,000 บาท

    มาลองดูแบบสอบถามเกี่ยวกับความเห็นกันบ้าง ข้อนี้น่าสนใจเลย คนไทยประมาณ 76% เชื่อว่า AI จะช่วยยกระดับให้สังคมดีขึ้นมาก/มากแน่ๆ

    แต่ก็มีคนไทยอีกมากกว่า 50% เชื่อว่า AI จะมาแทนที่งานที่พวกเราทำได้เหมือนกัน

    ส่วนงานที่คนไทยเชื่อว่า AI จะสามารถทำได้ดีกว่ามนุษย์ในเร็วๆนี้โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพการทำงาน คือ

    ระบบขนส่งแบบอัตโนมัติ (39%) ขนส่งบรรจุภัณฑ์ (31%) ก่อสร้าง (25%) การผ่าตัด (24%) ดับเพลิง (24%) บางข้อแอดไม่ชัวร์เท่าไหร่ว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์ได้จริงมั้ย มุแง้ 555+

    Data Analysis

    ส่วนตัวแอดคิดว่า ad hoc study ที่เราสร้างบนมิลยูน่าจะช่วยให้เราหา insight ใหม่ๆได้คล่องตัวขึ้นเยอะ การใช้งานผ่านเว็บทำได้สะดวก ไม่ต้องดาวน์โหลดโปรแกรมอะไรให้ยุ่งยาก 

    โดยเฉพาะตอนเราต้องหมุนข้อมูลเองหรือทำ cross tabulation ให้ความรู้สึกเหมือนทำใน SPSS สมัยก่อน เราสามารถเลือกตัวแปรทำ pivot table วิเคราะห์ความเห็นผู้บริโภคได้ง่ายๆ

    ตัวอย่างด้านล่างของ AI study แอดใช้ตัวแปรอายุเป็นแกนตั้งและความรู้เรื่อง AI อยู่ที่แกนนอน จากตารางจะเห็นว่าคนไทยอายุ 55+ ปีเชื่อว่าตัวเองรู้เรื่อง AI ดีที่สุด (T2B 29%)

    ตอนเห็นข้อมูลนี้ครั้งแรก แอดก็ surprise นิดหน่อย หรือจริงๆอาจจะไม่แปลกก็ได้ เพราะ AI ก็มีมานานมากแล้ว ตั้งแต่ยุค 1950s สมัยอากง อาม่าเรายังวัยรุ่นๆ 555+

    ถ้าเราต้องการ export data ออกมาใช้ทำงานต่อข้างนอก มิลยูเปิดให้เราดาวน์โหลดข้อมูลออกมาได้ด้วย อันนี้แอดลองดาวน์โหลดออกมาเป็นไฟล์ excel ส่งต่อให้ทีมการตลาดแบบชิลๆ

    ล่าสุดทางมิลยูเพิ่งมีเปิดตัวเครื่องมือตัวใหม่อย่าง Milieu Canvas เวอร์ชั่นใหม่ที่สิงคโปร์ ซึ่งมี 3 features ใหม่ที่เพิ่มเข้ามา

    1. การสร้างแบบสอบถามแบบแผนภาพ (Visual Editor) ที่ไม่เคยมีบริษัทไหนทำมาก่อน ทำให้การสร้างแบบสอบถามเป็นเรื่องง่าย เน้นเรื่อง User Experience เป็นหลัก

    2. Hub สำหรับติดตามผล survey ทำความสะอาดและประมวลผลข้อมูลแบบ low code

    3. มีตัวช่วยจัดการและทำสรุปข้อมูลหา Insight ผ่านฐานข้อมูลผู้บริโภคของมิลยู ตอบโจทย์นักการตลาดยุคใหม่ มีข้อมูลลูกค้าคนไทยไว้ใช้ตลอดทั้งปี

    Want to Try

    ค่าใช้จ่ายของ Milieu จะเป็นแบบ subscription รายปีแบ่งตามประเทศ อย่างของไทยเฉลี่ยเดือนละ 5 หลักแบบปลายๆอยู่ที่ scope งานที่เราต้องการจะทำ 

    ถ้าเป็นแบรนด์ใหญ่ๆมาใช้ แอดว่าอย่างคุ้ม มี insight ให้เราใช้งานตลอดปีในราคาที่แบบถูกเหลือเชื่อ 555+ จากที่แอดลองใช้มามิลยูน่าจะถูกสุดในบรรดา research panels ที่มีในไทยตอนนี้เลย (บริษัทต่างชาติ แต่ราคาแบบเอเชีย ไม่คิดเงินโหดเหมือนอเมริกาหรือฝั่งยุโรป)

    ยิ่งเรามี insight ดีๆมากขึ้นเท่าไหร่ ธุรกิจเรายิ่งไปได้ไกลขึ้นเท่านั้น ลุยครับทุกคน เฉียบ โดยรวมคือถ้าแอดมี budget ถึง แอดซื้อแล้ว ของมันต้องมีสำหรับแบรนด์เลย 555+

    ✅ ถ้าใครสนใจอยากลองใช้งาน Milieu ติดต่อทีมงาน ทดลองใช้งานได้ฟรีที่ Free Demo

    ปล. Data Analyst ที่มาสาย market research เงินเดือนค่อนข้างดีเลย สมัยแอดเริ่มงานนี้ในปี 2012 ตอนนั้นได้ package ประมาณ 30-35K ยิ่งเราหา insights เก่งเท่าไหร่ รายได้ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เพื่อนๆที่สนใจงานสายนี้ ลองดูได้นะครับ 😊

  • UTM คืออะไร? รู้จักวิธีวัดผลการตลาดดิจิทัลสำหรับ Data Analyst

    UTM คืออะไร? รู้จักวิธีวัดผลการตลาดดิจิทัลสำหรับ Data Analyst

    ปัญหาใหญ่ที่สุดในการวิเคราะห์ผลแคมเปญการตลาดออนไลน์คือการลืมติด UTM หรือติดผิด ติดไม่ครบ ทำให้ data ไม่สมบูรณ์ วิเคราะห์ผลได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

    บทความนี้แอดอธิบายวิธีการติด UTM พื้นฐานสำคัญที่ data analyst ทุกคนต้องรู้ วัดผลแคมเปญได้อย่างแม่นยำ ช่วยคำนวณ ROAS และ ROI ของ marketing strategy ได้ดียิ่งขึ้น

    What is UTM?

    ✅ UTM ย่อมาจาก Urchin Tracking Module เป็นการกำหนดค่า parameter-value สำหรับวัดผลแคมเปญ digital marketing อารมณ์คล้ายๆ tags ที่เราติดที่ URL ของเรา ตัวอย่างเช่น

    https://datarockie.com/?utm_source=google&utm_medium=cpc&utm_campaign=bootcamp

    สัญลักษณ์ ? หลังชื่อ domain คือ signal เพื่อเริ่มเขียน UTM และใช้ & เพื่อเพิ่ม UTM parameters อื่นๆใน link

    ถ้า users คลิกที่ URL นี้ไปที่เว็บไซต์ DataRockie.com ซอฟต์แวร์ analytics หลังบ้าน เช่น Google Analytics หรือ Mixpanel จะเห็นข้อมูล tag ที่เราติดไว้ทันที

    utm_sourcegoogle
    utm_mediumcpc
    utm_campaignbootcamp

    ระบบ analytics จะ parse ข้อมูลจาก URL ทำให้เรารู้ว่า users กด link มาจาก Google, CPC paid search เป็น link แบบเสียเงินจากแคมเปญการตลาดเพื่อโปรโมท bootcamp

    เวลา data analyst ทำ report สามารถดึง parameters/ tags พวกนี้มาเป็น dimension เพื่อวิเคราะห์ web traffic ได้ เช่น 500 visits มาจาก facebook หรือ 280 visits มาจาก google

    UTM Parameters

    ค่า UTM parameters ที่ใช้กันเป็นประจำ (standard) จะมีอยู่ 5 ตัว

    • utm_source*
    • utm_medium*
    • utm_campaign
    • utm_term
    • utm_content

    *utm_source และ utm_medium เป็น required fields ต้องใส่คู่กันเสมอ ส่วน utm_campaign ถึงแม้จะเป็น optional แต่เราก็นิยมใส่ค่าไว้เพื่อให้ทีมดึงข้อมูลทำ report ได้ละเอียดยิ่งขึ้น

    ส่วน utm_term นิยมใช้กับ keywords ที่เราซื้อใน PPC Ads เช่น data+science

    และตัวสุดท้าย utm_content ใช้แยกประเภท contents ที่มาจาก source/ medium เดียวกัน เช่น links ที่แปะอยู่ที่ sidebar_link, header_link หรือ footer_link บนเว็บไซต์ของเรา

    ตัวอย่าง final URL ที่ติด UTM ครบทั้ง 5 แบบ

    https://www.apple.com/?utm_source=facebook&utm_medium=paid_social&utm_campaign=winter_sale&utm_term=iphone&utm_content=video_ad

    สำหรับกฎการเขียน UTM มีแค่ 4 ข้อง่ายๆ keep it simple

    • สั้น กระชับ ได้ใจความ มี style guide ใช้งานในทีมของเรา
    • Final URL ความยาวไม่เกิน 2,000 ตัวอักษร
    • ใช้ตัวพิมพ์เล็ก lowercase ให้หมดเลย (เพราะ UTM เป็น case sensitive)
    • ถ้า value มีมากกว่าหนึ่งคำให้ใช้ – หรือ _ เช่น sweet_chocolate

    📝 ถ้ารู้สึกว่า UTM link ยาวเกินไป แนะนำให้ใช้ short link เช่น bitly ย่อ link ให้สั้นลง ทำเป็น branded link เช่น samsung.com/summer-sale จะได้ CTR ดีกว่าเวลาแชร์บน social media

    Source vs. Medium

    คำถามยอดฮิตตอนติด UTM คือ source vs. medium ต่างกันยังไง?

    Source คือที่มาของ traffic อันนี้จะค่อนข้าง specific ส่วน Medium คือ higher-level ประเภทที่มาของ traffic นั้นๆ ส่วนตัวแอดจำง่ายๆว่า medium เป็น category ที่ใหญ่กว่า source

    SourceGoogle, Facebook, Twitter, Instagram, YouTube, Tik Tok, LinkedIn
    MediumOrganic, Paid, Social, Website, Referral

    ตัวอย่าง source/ medium report บน GA4 ไปที่หน้า traffic acquisition

    จริงๆหลังบ้าน WordPress ก็มี Google Site Kit plugin ที่ใช้ดู traffic source/ medium ได้ละเอียดเหมือนกัน ตัวอย่างข้อมูลเว็บไซต์ DataRockie.com ใน 28 วันที่ผ่านมา

    ถ้าเราติด UTM ของ source, medium และ campaign ได้ถูกต้อง การวัด ROI ของแต่ละ marketing channel ก็จะแม่นยำขึ้น เป็นข้อมูลให้เราปรับแผนการตลาดเดือนต่อๆไปได้

    ส่วนตัวแอดจะเน้นเขียนบทความ ทำ SEO organic traffic เป็นหลัก โดยรวมเว็บ DataRockie ได้ traffic มาจากสามช่องทางคือ organic search + social และ direct มากกว่า 90%

    Google มีเว็บไซต์ Campaign URL Builder สำหรับสร้าง UTM link ใช้งานฟรี

    ข้อจำกัดคือเว็บมัน limit สร้างได้ทีละหนึ่ง link ถ้าต้องการสร้างหลายๆ campaign links พร้อมกัน แนะนำให้ใช้ Google Sheets template จะสะดวกกว่า ผูกสูตร copy & paste แป๊บเดียวเสร็จ

    เราสามารถสร้าง custom parameters/ dimensions ไว้วิเคราะห์ผล YouTubers หรือ content creators ที่ช่วยโปรโมทเว็บไซต์ของเราได้เช่นกัน ตัวอย่าง custom UTM เช่น

    https://www.samsung.com/smartphones/?utm_source=facebook&utm_medium=social&utm_campaign=s23&influencer=iaumreview

    📝 ใน case นี้เวลาทำ report บน GA4 เราต้องสร้าง custom dimensions รอไว้ก่อนนะครับ ระบบจะได้ parse ข้อมูลนี้เป็น dimension ให้เราสร้าง report ได้เลย

    Don’t forget to set UTM

    UTM tracking คือความรู้ analytics พื้นฐานที่ data analyst ยุคใหม่ต้องรู้ โดยเฉพาะคนที่ทำงานในสาย digital marketing และใช้ Google Analytics หรือ Mixpanel วิเคราะห์ web/ app

    สำหรับเพื่อนๆที่อยากศึกษาเพิ่มเติมเรื่อง UTM แบบเจาะลึก แอดรวบรวม links อธิบายแบบละเอียดมาให้แล้ว บทความของ Hubspot กับ Mailchimp เขียนไว้เข้าใจง่ายมาก

    📝 Google Skillshop มีคอร์สเรียน GA4 ฟรี อัพเดทเนื้อหาใหม่ เรียนจบสอบเซอร์ได้นะครับ ข้อสอบไม่ยากเท่าไหร่ หลายคนบอกว่าง่ายกว่าตอนเวอร์ชัน UA อีก 555+

    Credit: ขอบคุณน้องโก้ Soranat Chamkring และยศ Sorakrich Oanmanee มากๆสำหรับความรู้ UTM และ GA4 นะครับ 😊

  • รู้จักกับ Choice Architecture เปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าด้วยความคิดสร้างสรรค์

    รู้จักกับ Choice Architecture เปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าด้วยความคิดสร้างสรรค์

    หนังสือ Business & Marketing ที่แอดชอบมากชื่อว่า One Plus One Equals Three (2015) ของ Dave Trott หนึ่งในตำนานด้าน Creative Thinking คนหนึ่งของโลกนี้

    เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยเห็นเล่มนี้ผ่านๆตามร้านหนังสือ มีเล่มแปลไทยแล้วด้วย ตามชื่อภาษาอังกฤษเลย “หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสาม” เล่มนี้เรียกว่าระดับตำนาน

    แอดจะมาเขียนเล่าสรุปบทหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ให้อ่านกันชื่อตอนว่า Choice Architecture

    Table of Contents

    Dave Trott คือใคร

    Dave Trott เป็น creative director, copywriter และนักเขียนหนังสือชื่อดังด้าน creativity หลายเล่ม เช่น Creative Blindness, Predatory Thinking, The Power of Ignorance

    ปี 2004 Dave Trott ได้รับรางวัลจากสถาบันระดับโลกอย่าง D&AD ในฐานะที่คนที่สร้างสรรค์ผลงานให้กับวงการ Creative ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา (เริ่มงานแรกเป็น copywriter ในปี 1971)

    The Award of Lifetime Achievement in Advertising

    หนังสือของ Dave Trott เล่มที่แอดชอบที่สุดคือ One Plus One Equals Three (2015) เปิดโลกเลย เนื้อหาสุด Original ผ่านการมองโลกของ Dave แต่ละตอนสั้น กระชับ เข้าประเด็น

    Part Two ของหนังสือพูดเรื่อง Choice Architect หรือการออกแบบทางเลือกให้กับ users ของเรา เกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่นำมาประยุกต์ใช้ในทางธุรกิจได้

    Choice Architect

    สมมติเราเป็นอาจารย์ในโรงเรียนเด็กมัธยม และเด็กสาวหลายคนเริ่มแต่งหน้าทาปากไปโรงเรียน เด็กๆวัยนี้เริ่มใช้ lipstick ทาปาก

    พอเข้าห้องน้ำ เด็กสาวชอบทิ้งรอบจูบไว้บนกระจก และคราบพวกนี้ล้างออกยากมาก

    อาจารย์ขอให้นักเรียนหยุดทำแบบนั้น แต่ไม่มีใครหยุดเลย วันหนึ่งอาจารย์เลยพานักเรียนทั้งหมดเข้าไปในห้องน้ำ แล้วพูดว่า “มันใช้เวลาเยอะเลยนะกว่าจะลบรอยจูบบนกระจกเสร็จ”

    เธอบอกให้คนทำความสะอาดช่วยสาธิตให้ดูหน่อยว่าทำความสะอาดยังไง ด้วยการจุ่มไม้ถูพื้นไปในชักโครกและเอามาถูกระจก หลังจากนั้นไม่เคยเห็นรอยลิปสติกบนกระจกอีกเลย 555+

    และนี่คือเรื่องราวของ Choice Artchitecture

    How to Architect Choice

    Choice + Architecture ถ้าแปลตรงๆก็คือ การออกแบบและสร้างตัวเลือก

    Architect: the complex of carefully designed structure of something

    Google

    กฏของ Choice Architecture มีอยู่แค่สองข้อ

    1. คนยังมีอิสระที่จะเลือกเหมือนเดิม (free to choose)
    2. choice ที่เราสร้างขึ้นมาพาคนไปสู่จุดที่ดีกว่า (better living)

    เราจะไม่บังคับให้คนทำอะไรที่เค้าไม่อยากทำ แต่เราสร้างเส้นทาง หรือนำเสนอไอเดียใหม่ๆให้เค้าอยากทำสิ่งนั้นด้วยตัวเอง pure work of art & creativity

    If you are clever, you can just rearrange the architecture.

    Dave Trott

    The National Portrait Gallery ในประเทศอังกฤษเจอปัญหาว่าคนเดินดูงานแต่ชั้นหนึ่ง ไม่เดินขึ้นไปชั้นบนๆเลย เพราะการเดินขึ้นบันไดมีต้นทุนทางพฤติกรรมหรือ behavioural cost

    ฉันเหนื่อย! 555+ แล้วเราจะทำยังไงดี ให้คนเดินขึ้นไปชั้นสองด้วย

    NPG เลยเปลี่ยนทางเข้าใหม่ด้วยการใส่ลิฟต์ตรงทางเข้า พาคนไปเริ่มดู gallery จากชั้นบนแล้วค่อยเดินลงมาชั้นหนึ่ง บันไดมีไว้ให้เดินลง ไม่ใช่เดินขึ้น This is Choice Architecture

    แล้วถ้าเราอยากจะลดเศษขยะในเมือง เราจะทำยังไงดี

    ช่วงหนึ่งเมืองเล็กๆใน Kent ที่ประเทศอังกฤษเจอกับปัญหาขยะตามพื้นถนนเต็มไปหมด เด็กๆกินขนมเสร็จแล้วโยนทิ้งข้างทาง เจ้าของร้าน shopkeeper เรียกเด็กๆมาว่าหรือเปล่า?

    เปล่าเลย แต่ทุกครั้งที่เด็กมาซื้อขนม เจ้าของร้านจะเขียนชื่อเด็กบนซองขนมด้วย

    📝 แค่เขียนชื่อเด็กบนซอง ปัญหาขยะบนถนนก็หายไปทันที That’s Choice Architecture

    You don’t have to threaten, or restrict or dictate anyone’s choices.

    Dave Trott

    หน้าที่ของเราในฐานะคนทำงานการตลาด ไม่ใช่การซื้อหรือยิง ads ทิ้งขว้าง 555+ เสียเงินกันมาเท่าไหร่แล้วกับ ads ที่ไม่เวิร์ค แต่หน้าที่หลักของเราคือการสร้างทางเลือก

    ทำให้คนเลือกแบรนด์เรา โดยไม่ต้องไปบอกให้เค้าเลือกเรา(ตรงๆ)

    🔥 Think like a choice architect

    Crossover Creativity

    หนังสือเล่มใหม่ของ Dave จะวางขายต้นปีหน้าแล้ว ถ้าใครสนใจลองติดตามได้บน Amazon หรือร้านหนังสือใกล้บ้านเลยนะครับ Crossover Creativity (2023)

    ส่วนแอดก็เตรียมเสียเงินแล้ว 555+