When can I stop?
ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์หลังจากแอดเขียน PodDash EP.199
ครุ่นคิดว่าจะเขียนเรื่องอะไรดีสำหรับตอนถัดไป
จริงๆแอดเตรียมไว้หลายเรื่องเลย The Age of Generalists, สรุปหนังสือ This is Lean เขียนตกผลึก PodDash ทุกตอนก่อนหน้านี้ว่าแอดได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆบ้าง
อยู่ดีๆก็มีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวว่าเราต้องตื่นมาเขียนบทความไปถึงเมื่อไหร่
เราจะหยุดทำสิ่งนี้ได้ตอนไหน (when can I stop) .. และเมื่อไหร่เราจะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบสุขสักที (finally, be at peace) ?
แอดเลยตั้งใจเขียน EP.200 เพื่อตอบคำถามนี้ เขียนเพื่อ reflect ตัวเองว่าเรากำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องใช่ไหม หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆทุกคนนะครับ
PS. มีเพื่อนๆหลายคนทักมาหาแอด อยากให้กลับมาเขียนบทความ Long-Form บ้าง บทความนี้แอดจัดให้เลย ใช้เวลาอ่าน 6-8 นาทีนะครับ เย้
Meet Clark

ปลายปีก่อน แอดนั่งดูวิดีโอของ Clark Kegley YouTuber ที่มีผู้ติดตาม 1.93 ล้านคน “Your 2026 is ALREADY over if you don’t know this” (9 Dec 2025)
ชื่อคลิปเหมือน clickbait แอดเลยกดดูสักหน่อย ยั๊งงง 555+
สิบปีก่อน Clark ถูกไล่ออกจากงาน เป็นหนี้ $30,000 USD ถูกแฟนบอกเลิก ต้องย้ายกลับไปอยู่บ้านแม่ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า apartment
ชีวิตของ Clark ณ เวลานั้น โคตรห่างไกลจากคำว่า “ความสำเร็จ” .. Clark จึงตัดสินใจเริ่มทำช่อง YouTube ตั้งเป้าว่าจะมีผู้ติดตามหนึ่งล้านคนให้ได้
🏅 ความสำเร็จของ Clark = มีผู้ติดตามช่อง YouTube หนึ่งล้านคน
13 มิ.ย. 2022 มีซองจดหมายส่งมาที่บ้าน Clark รู้ทันทีว่าของที่อยู่ในนั้นคืออะไร
โล่ทองจาก YouTube สำหรับครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามครบหนึ่งล้านคน 7 ปีแห่งการทำงานหนัก ความฝันของ Clark เป็นจริงสักที
ครอบครัวและเพื่อนๆส่งข้อความแสดงความยินดีกับ Clark แบบไม่ขาดสาย
แต่ความรู้สึกว่า “เราทำสำเร็จแล้วโว้ยยย” อยู่กับ Clark ได้ไม่นาน
คำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว Clark .. “OK, now what?” เอายังไงกับชีวิตต่อดี
“เหมือนผมเดินข้ามภูเขามาแล้ว 7 ลูก (7 ปีที่ตื่นมาทำคอนเทนต์) มองไปข้างหน้า แม่งยังมีภูเขาให้ข้ามอีกเพียบเลย หนทางข้างหน้าไม่รู้จะไปจบที่ตรงไหน ยั๊งงงง 555+”
Clark ทำทุกอย่างที่อยู่ใน to do list ณ เวลานั้นครบหมดแล้ว 1M subs ความฝันที่ใหญ่ที่สุดตลอดสิบปีที่ผ่านมาก็ทำสำเร็จแล้ว
Clark ตอบไม่ได้ว่าเป้าหมายต่อไปของชีวิตคืออะไร จะทำช่อง YouTube ต่อไปถึง 2M subs หรือ 10M subs แบบนี้หรอ ก็คงไม่ใช่
แล้วถ้าวันหนึ่ง Clark ทำช่องไปถึง 10M subs .. “Clark จะมีความสุขจริงๆใช่ไหม?”
เมื่อไหร่ที่ชีวิตเราจะได้หยุดพัก ตื่นมาทุกเช้าพบกับความสงบสุขจริงๆสักที
When I Hit 100K Salary

ตอนแอดเรียนจบ ป.ตรี ความฝันสมัยนั้นคืออยากมีเงินเดือน 100,000 บาท เข้าบัญชีทุกๆเดือน คิดว่า “ถ้ามีรายได้ขนาดนี้ก็ใช้ชีวิตในกรุงเทพได้แบบสบายๆแล้ว”
ตอนนั้น แอดอายุ 22 ปี เงินเดือนประมาณ 15,000 บาท ห่างไกลจากฝันมาก 🤣
🏅 ความสำเร็จของแอดทอยตอนเด็กๆ = เงินเดือน 100,000 บาทต่อเดือน
ไปเรียนต่อ ทำงาน ย้ายงานสองรอบ เวลาสิบปีผ่านไปไวมาก
วันที่แอดลาออกจาก dtac เดือน ก.ย. 2020 (อายุ 32 ปี) เงินเดือน 100,000+ บาท เป็นไปตามแผน เราทำความฝันสำเร็จแล้วนะ เย้
แต่ดีใจได้แป๊บเดียว ความคิดต่อมาคือ “OK, now what?“
งั้นเราขยับความฝัน (target) ไปเป็น 200,000 บาทต่อเดือนละกัน แล้วพอไปถึง 200,000 บาท เอาไงต่อ? ก็ขยับไปเป็น 300,000 บาทละกัน
แม่งเอ้ย ชีวิตแอดเหมือนที่ Clark เล่าเลย ทำไมเขียนแล้วมันเศร้าอย่างนี้ 555+
ถ้าเป้ามันวิ่งหนีเราออกไปเรื่อยๆ แล้วเมื่อไหร่ชีวิตเราจะมีความสุขสักที ภาษาอังกฤษเรียกสิ่งนี้ว่า “Moving Targets” ไกลแค่ไหนคือใกล้ นี่มันเพลง Getsunova เย้ย
- ต้องมีเงินในบัญชีเท่าไหร่ถึงจะพอ
- เขียนโพสต์แชร์บนโซเชียล engagement เท่าไหร่ถึงจะพอ
- เป็นครีเอเตอร์ มีผู้ติดตามเท่าไหร่ถึงจะพอ
- ต้องอ่านหนังสือกี่เล่ม อ่านเท่าไหร่ถึงจะพอ
- ตื่นเช้ามาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พัฒนาตัวเองทุกวัน เท่าไหร่ถึงจะพอ
Dan Koe บอกว่า ถ้าคุณเลือกที่จะ “อยู่เฉยๆ” ในโลกที่พัฒนาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แปลว่าคุณกำลังตายอย่างช้าๆ i.e. staying the same is dying
ถ้ารายได้ของเราโตไม่ทัน “เงินเฟ้อ” แปลว่าอำนาจซื้อของเรากำลังลดลงเรื่อยๆ ต้องตื่นเช้า ลุกขึ้นมาทำงาน เก็บเงิน ลงทุน ต่อสู้กับเงินเฟ้อไปตลอดทั้งชีวิตหรอ
สังคมที่พูดแต่เรื่อง growth mindset ต้องเรียนรู้ ต้องพัฒนา ไม่หยุดยั้ง .. แอดถามหน่อย “กูต้องพัฒนาไปอีกแค่ไหน” เหนื่อยเป็นเหมือนกัน เท่าไหร่ถึงจะพอ ยั๊งงง 555+
นิยามความสุขและความสำเร็จของเราคืออะไร .. ควรผูกมันไว้กับปัจจัยภายนอกอย่างรายได้ ยอด followers และ engagement จริงๆใช่ไหม
แอดเดินทางข้ามภูเขามาแล้วเป็นสิบๆลูก มองไปข้างหน้ามีภูเขาที่ “สูงกว่าเดิม” รอเราอีกเพียบเลย เป้าหมายวิ่งหนีห่างจากเราไปเรื่อยๆ คำถามคือจะไปต่อหรือพอแค่นี้?
Goals Are Fake

Do we really need a goal, at all?
ถ้าให้แอดเลือกหนังสือ Mindset + Ethics เกี่ยวกับการทำงานที่ดีที่สุดในโลก
สำหรับแอดคือ It Doesn’t Have to Be Crazy at Work (2018) ของ Jason Fried และ David Heinemeier Hansson แห่ง Basecamp
ตอนได้อ่านเล่มนี้ครั้งแรก บท “Our Goal, No Goals” เปลี่ยนชีวิตแอดเลย ขนลู๊กกก
ทั้ง Jason และ David ไม่เชื่อเรื่องการตั้งเป้าหมายใดๆ โดยเฉพาะการตั้งเป้าแบบที่เป็นตัวเลข i.e. quantitative goals
Let’s face it: Goals are fake. Nearly all of them are artificial targets set for the sake of setting targets.
Jason Fried & DHH
Basecamp ทำธุรกิจมานานกว่า 20 ปีแบบไม่มี KPI Goals มีพนักงานทั้งบริษัทประมาณ 80-90 คน บริษัทสร้างรายได้มากกว่า $200M+ USD ต่อปี ขยี้ตาสามที
เป้าหมายเดียวของ Basecamp คือการอยู่รอด (survival, staying in business) พัฒนา products/ services ให้ดีขึ้นทุกวัน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตลูกค้าทุกคนของ Basecamp ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ i.e. all are qualitative goals
✅ Survival + Be Better + Make Others Happy (Customers) เฉียบ

ส่วนตัวแอดเห็นด้วยกับ Jason และ David อย่างยิ่ง การตั้งเป้าหมายแบบตัวเลขเป็นแค่ “ภาพลวงตา” ที่บริษัทสร้างขึ้นมา i.e. artificial targets
สวนทางกับความเชื่อที่บอกว่า what get measured, get managed1
แอดเคยเจอผู้บริหารหลายคน อยากวัดค่าโน้น ค่านี่เต็มไปหมด มีโอกาสก็อยากถามกลับว่า “จะวัดเหรี้ยอะไรเยอะแยะ” ยั๊งงง 555+
วัดแล้วชีวิตดีขึ้นบ้างไหม .. ก็ไม่เนอะ
หลายบริษัท KPI ดูดี งบการเงินสวยๆ ดูจากภายนอกเข้าเป้าหมด (แต่งงบ เอ้ยยย 555+)
แต่สุขภาพภายในย่ำแย่เหลือเกิน พนักงานทำงานหนักแบบไม่มีความสุขใดๆ วันจันทร์อีกแล้ว เบื่อจัง .. “พนักงานใหม่” (2026) เข้าฉายแล้ววันนี้ ไปโฆษณาให้เค้าอี๊กกก 555+
ส่วนตัวแอดคิดว่าบางอย่างก็อย่าพยายามไปวัดมันเลย
จำนวน followers, engagement metrics หรือแม้แต่เงินในบัญชีก็แค่ตัวเลข “ปลอมๆ” ที่ไม่ได้สื่อถึงความมั่งคั่งและความสุขที่แท้จริง2
มีช่วงหนึ่งแอดกดเข้าไปดูข้อมูลบน facebook page ทุกวัน วันละหลายรอบด้วย ตัวเลขยอด like, share, comment เป็นยังไงบ้าง เพจเรามีคนตามกี่คนแล้ว ฯลฯ
มองย้อนกลับไป เป็นช่วงเวลาที่แอดเสียไปโดยไม่เกิดประโยชน์ใดๆ วันไหนโพสต์แล้วคนกด like น้อย ก็นั่งเครียด วันไหนจำนวน followers ลดลง ก็รู้สึกไม่ดีทั้งวัน
อย่าเอาความสุขไปผูกกับตัวเลข metrics ปลอมๆ ภาพลวงตาที่หลอกว่าหากไปถึงแล้ว ชีวิตจะมีความสุข .. เลิกได้ เลิกซะนะ ..
ประโยคเมื่อกี้แอดเขียนบอกตัวเอง แง๊ 555+
Our Goal, No Goals ทุกวันนี้แอดทำเพจ ทำคอนเทนต์โดยไม่มีเป้าหมายใดๆ (แบบที่เป็นตัวเลข) แค่ได้ตื่นมาเขียนทุกเช้า “ความสุข” ก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆที่ปลายนิ้ว
หรือพูดแบบเท่ๆ แค่กด Publish โพสต์วันนั้น แอดก็สำเร็จแล้ว เฉียบ 😋
PS. ความสุขเกิดจากการได้เขียน ความสำเร็จเกิดจากการได้โพสต์ ขนลู๊กกก
Moon Walking

พักชมสิ่งน่าสนใจ เอ้ยยย แอดขอแวะไปดวงจันทร์สักครู่ ..
Neil Armstrong (1930-2012) ชื่อที่ทุกคนต้องเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างในวิชาประวัติศาสตร์ มนุษย์คนแรกที่ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ในปี 1969 กับยาน Apollo 11
สองปีหลังจากจบภารกิจ Neil เกษียณจาก NASA ออกมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป ทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ Cincinnati และที่ปรึกษาบริษัทนิดๆหน่อยๆ
Neil มองดวงจันทร์เป็นแค่หนึ่งในไซต์งาน (a job site) ที่เค้าแวะไปทำงานเฉยๆ พอกลับมาถึงโลก ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป
“One Small Step For (A) Man” ภารกิจเหยียบดวงจันทร์คือก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับมนุษยชาติ แต่เป็นเพียงหนึ่งก้าวเล็กๆสำหรับผู้ชายที่ชื่อ Neil Armstrong
คนทั่วไปอาจจะคิดว่าการได้เหยียบดวงจันทร์เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น Moon Walking คือ ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต แต่พอ Neil ได้สัมผัสประสบการณ์นั้นจึงค้นพบว่า ..
ดวงจันทร์คือดินแดนแห่งความเงียบสงบ มีแค่ฝุ่นผงสีเทากับเงาอันมืดมิด ไม่พบเจอร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดๆ ปักธงชาติอเมริกา ถ่ายรูปเสร็จ อยากกลับบ้านแล้ว แง๊ 555+
Neil ไม่ใช่คนเดียวที่ได้ไปสัมผัสดวงจันทร์ในภารกิจ Apollo 11
Buzz Aldrin (1930-ปัจจุบัน) คือมนุษย์คนที่สองที่ได้ก้าวเท้าลงไปเหยียบดวงจันทร์ และน่าจะเป็นคนที่เจ็บปวดที่สุดจากการเดินทางครั้งนี้
Buzz เขียนเล่าประสบการณ์นี้ในหนังสือชีวประวัติ Magnificent Desolation (2009)

หลังจบภารกิจ Buzz เกษียณจาก NASA ในปี 1971 และเริ่มมีอาการซึมเศร้า
Buzz ลืมตาตื่นมาทุกเช้า โหยหาภารกิจเสี่ยงตายใหม่ๆ แต่โลกนี้ไม่มีภารกิจใดที่ท้าทายเท่าการได้ไปเหยียบดวงจันทร์อีกแล้ว
🏅 ความสำเร็จของ Buzz = ได้สัมผัสดวงจันทร์ (event)
ชีวิตของ Buzz เหมือนดั่งบทละครที่ Oscar Wilde เขียนไว้ในปี 1892
In this world there are only two tragedies. One is not getting what one wants, and the other is getting it.
Oscar Wilde
โศกนาฏกรรมของชีวิตมีสองแบบ แบบแรกคือทำความฝันไม่สำเร็จ (not getting it) และแบบที่สองคือทำความฝันนั้นสำเร็จ (getting it) แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อหลังจากนั้น
Buzz เผชิญหน้ากับความจริงข้อนี้แบบเต็มๆ กลับสู่โลก แล้วยังไงต่อ?
Clark ที่ทำช่อง YouTube มีผู้ติดตามหนึ่งล้านคน แล้วเจอกับโมเมนต์ “Now, what?”
แอดทอย สมัยเป็นพนักงานบริษัท ทำงานสิบปี มีเงินใช้เดือนละ 100,000 บาท แล้วขยับเป้าหมายใหม่ให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะพอ?
ไม่ใช่แค่ระดับบุคคล แต่ประเทศก็เจ็บปวด ยิ่งกว่าละคร 555+
เวลาฟังข่าวประเทศไทยตั้งเป้าอยากให้ GDP +3% เพิ่มขึ้นทุกปี ความฝันลมๆแล้งๆที่เป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง ตัวเลข GDP ของประเทศเราต้องเท่าไหร่ถึงจะพอ?
ถ้าประเทศคือบริษัทขนาดใหญ่ Jason และ David คงด่ารัฐบาลบ้านเราว่า “โง่ชิบหาย” GDP ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในประเทศเลย
ทั้ง Buzz, Clark และแอดติดอยู่ใน Loop ที่ไม่มีทางออก จะทำความฝันให้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ .. ก็เจ็บปวดเหมือนกัน
ทำสำเร็จก็เจ็บปวดกับคำถามว่า “แล้วยังไงต่อ” พรุ่งนี้ต้องตื่นมาทำให้ดีขึ้นกว่านี้อีกไหม แต่ถ้าทำไม่สำเร็จก็เจ็บปวดกับคำว่า “เราเก่งไม่พอ” พยายามน้อยไป ยังอ่อนหัด
แอดแม่งโคตรเบื่อคำว่า “Growth Mindset” พ๊ออออ 555+
🤫 Spoil ไม่ใช่แค่ Buzz, Clark และตัวแอดที่เจอปัญหานี้ ชีวิตคนส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับ Dilemma นี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
Arrival Fallacy

เหล่าผู้ประสบภัย Buzz, Clark, AdToy เจอกับอคติ (Fallacies) ที่มีพลังทำลายล้างอันดับต้นๆในลิสต์ “Bad Thinking” วิธีคิดแบบไม่ใช้สมอง เดี๋ยวๆ 555+
เป็นอคติที่เกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายโดยเฉพาะ (Goal Setting)
นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Arrival Fallacy ภาพลวงตาที่สมองเราสร้างขึ้นมาหลอกตัวเองว่าถ้าไปถึงแล้วชีวิตจะมีความสุข i.e. lasting happiness
Pattern ของ Arrival Fallacy คือ “Once I get there, I will be happy.”
- ถ้าเราได้โปรโมทตำแหน่ง → เราจะมีความสุข
- ถ้าเราได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น xx% → เราจะมีความสุข
- ถ้าเราทำช่อง YouTube ไปถึง xx subs → เราจะมีความสุข
- ถ้าเราได้เหยียบดวงจันทร์ หรือ Hit A Milestone → เราจะมีความสุข
- (แถม) ถ้า GDP ประเทศไทยเพิ่มขึ้น +xx% ในปีนี้ → คนไทยจะมีความสุข
Logic โคตรเพี้ยน โดยเฉพาะข้อสุดท้าย 555+
เราเอาความสุขในชีวิตไปผูกติดกับปัจจัย “ภายนอก” เฉยเลย .. ชื่อตำแหน่ง เงินเดือน จำนวน followers ยอด engagements หรือการได้ไปเยือนดวงจันทร์
แอดขอสารภาพตรงๆว่าตอนมีเงิน 100,000 บาทเข้าบัญชีทุกเดือน แอดยังรู้สึกไม่ปลอดภัยเลย ยังอยากทำงาน หาเงินให้ได้มากกว่านี้ หาให้มากขึ้นไปอีก
.. อยากมีเงินในบัญชีมากกว่านี้ ไม่รู้ว่าจะหยุด “ความรู้สึกนั้น” ได้เมื่อไหร่
นักจิตวิทยามีอีกหนึ่งทฤษฎีที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้คือ Hedonic Adaptation
สมมติปลายปีที่แล้ว เราได้ปรับตำแหน่งขึ้นเป็น manager เงินเดือน +20% ความรู้สึก “โคตรดีใจ” ตื่นเต้น บอกรักบริษัททุกวัน เดี๋ยวๆ 555+
ผ่านไปแค่สองเดือน ความรู้สึกดีๆตอนที่ได้ปรับตำแหน่ง มันค่อยๆจางหายจนเราไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว เราลืมไปแล้วว่าเงินเดือนเราเพิ่งปรับเพิ่มขึ้นมา +20%
แถมตำแหน่งใหม่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่สูงขึ้น บริษัทคาดหวังในตัวเรามากกว่าเดิม พอเป็น manager เราไม่ได้ทำงานเองคนเดียว แต่มีทีมที่ต้องดูแลอีก 10+ คน
เงินเดือนเยอะขึ้น งานเราก็เยอะขึ้นเช่นกัน จำนวนชั่วโมงต่อสัปดาห์อาจจะเท่าเดิม แต่ mental effort ที่ต้องใช้กับเนื้องานสูงขึ้น พลังสมองที่ต้องใช้คิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ
ความสุขชั่วคราวจากการปรับตำแหน่ง ค่อยๆลดลงกลับสู่ baseline ปกติอีกครั้ง
การได้เลื่อนตำแหน่งไม่ได้ช่วยให้เรามีความสุขอย่างที่ยั่งยืนเลย i.e. lasting happiness ตอนนี้งานโคตรเยอะ เข้าประชุมแบบยับๆ ร้องขอชีวิต ยั๊งงง 555+
Once I get promoted, I will be happy ถ้าใครยังคิดแบบนี้อยู่ รีบเปลี่ยนความคิดด่วนๆ ถือว่าแอดขอ! ไหว้แล้ว เดี๋ยวๆ 555+
ลองถามตัวเองว่าถ้าปีนี้ได้เลื่อนตำแหน่ง ชีวิตจะมีความสุขจริงๆใช่ไหม?
หรือสิ่งนี้เป็นแค่ Fake Goal ภูเขาอีกลูกหนึ่งที่หลอกให้เราปีนขึ้นไป .. (ยังมีอีกหลายลูกรออยู่ Senior Manager, VP, SVP, EVP, C-Level ยั๊งงง 555+)
Expectation

Arrival Fallacy เกี่ยวข้องโดยตรงกับความคาดหวังในอนาคต
ส่วนตัวแอดคิดว่า Sport คืออุตสาหกรรมที่แข่งกันดุเดือดที่สุดแล้ว ข่าวซื้อตัวผู้เล่นใหม่มาเสริมทีม หรือปลดผู้จัดการทีมมีให้อ่านแทบจะทุกเดือนโดยเฉพาะในวงการฟุตบอล
ตอนมีข่าวว่า Ruben Amorim จะย้ายมาคุม Manchester United แฟนคลับโคตรตื่นเต้น พอเปิดฤดูกาลเท่านั้น นี่มัน Arrival Fallacy ชัดๆ .. Pun Intended ..
แอดเชียร์แมนยูมา 20 ปี ไม่เคยเห็นฟอร์มห่วยขนาดนี้มาก่อน เล่นแบบหนีตกชั้น 555+
Amorim อยู่กับแมนยูแค่ 14 เดือน (พ.ย. 2024 – ม.ค. 2026) สถิติคุมทีมแข่ง 63 นัด ชนะแค่ 24 เกม Win Rate 38.1% เปรียบเทียบกับผู้จัดการทีมระดับตำนานอย่าง Sir. Alex Ferguson คุมทีมลงเล่น 1,500 นัด Win Rate 59.7%
ยิ่งตำแหน่งเราสูงเท่าไหร่ stake ของเกมนี้ยิ่งโหดขึ้นเท่านั้น ยิ่งสูง ยิ่งหนาว
- ถ้าปีนี้ไม่ได้แชมป์ → ปีหน้า Board ต้องการหนึ่งแชมป์
- ถ้าปีนี้ได้แชมป์ → ปีหน้า Board ต้องการรักษาแชมป์ ไม่ใช่แค่หนึ่ง แต่ขอสอง ถ้าเป็นไปได้ขอแชมป์ทุกถ้วยเลย เดี๋ยวๆ 555+
- ถ้าคุณทำไม่ได้ → เดี๋ยว Board หาผู้จัดการทีมคนใหม่มาแทนคุณเอง
ที่ Old Trafford ถ้าคุณทำไม่ได้ ก็ต้องเก็บกระเป๋าออกไป ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นหรือผู้จัดการทีมก็อยู่ภายใต้กฎเดียวกัน i.e. Board ที่เป็นเจ้าของเงิน มีอำนาจสูงสุด
แอดไปนั่งอ่านรายชื่อ Board of Directors3 ของ Manchester United ปี 2026 มีทั้งหมด 12 คน Avram และ Joel Glazer นั่งตำแหน่ง Executive Co-Chairman
แมนยูไม่ใช่แค่ทีมฟุตบอล แต่คือ “บริษัท” ที่ทำรายได้มากกว่า 660 ล้านปอนด์ (2025) สิ่งที่บริษัทคาดหวังคือพนักงานส่งมอบผลลัพธ์ ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าที่วางไว้
ไม่ใช่แค่บอร์ดบริหารและแฟนๆที่เจ็บปวดจาก Arrival Fallacy กับการมาถึงของ Amorim .. แต่ตัว Amorim เองก็เช่นกัน ที่ตัดสินใจบอกลา Lisbon มาประเทศอังกฤษ
บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ Amorim กับยูไนเต็ด4
First of all, I think I felt a connection with the club. I feel that this is the place that I want to be.
Ruben Amorim
“ผมรู้สึกผูกพันกับสโมสรแห่งนี้ ผมรู้สึกว่าที่นี่คือบ้านที่ผมต้องการมาอยู่” .. Arrival Fallacy แบบเน้นๆ Amorim พี่เอาอะไรมาพูดดดดดด ยั๊งงง 555+
Once we get Amorim, we will be happy ตรงไหน 555+
Eudaimonia

หากจุดหมายปลายทางไม่ใช่ความสุข .. แล้วความสุขที่แท้จริงมันหน้าตาแบบไหน?
Arrival Fallacy พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า วันที่เราเดินทางไปถึงจุดหมายที่วางแผนไว้ ไม่ได้การันตีว่าเราจะมีความสุขอย่างยั่งยืนอยู่ดี
ความสุขชั่วคราวที่ได้จากการไปถึงจุดหมาย อยู่กับเราไม่นาน ก่อนจะจางหายไป .. พอความสุขหมดไป ชีวิตต้องเริ่มหาจุดหมายใหม่อีกครั้ง i.e. Constant Dissatisfaction
If I get [this external thing], I will be [happy].
Pattern ของ Arrival Fallacy มีจุดผิดสองจุด อธิบายด้วยแนวคิด End-Means คือ
- ใช้ Happiness เป็น End Goal แต่ไม่เข้าใจความหมายแท้จริงของความสุข5
- ใช้ปัจจัยภายนอก External Thing เป็น Means ให้เราได้ความสุขนั้น
ความสุขไม่ใช่สิ่งที่เราได้รับ “I get” แต่คือสิ่งที่เราเป็น “I am” หากเราผูกความสุขไว้กับปัจจัยภายนอก นี่คือเส้นทางที่การันตีความทุกข์เลย
อธิบายแบบง่ายที่สุด เพราะ Quota เขียนโพสต์นี้จะหมดแล้ว ยั๊งงง 555+
Aristotle เชื่อว่าความสุขคือ “Quality of Life” เป็น Lifetime Achievement ที่วัดกัน ณ วันสุดท้ายของชีวิต ความสุขเกิดจากสิ่งดีๆที่เราลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
หรืออธิบายอีกมุมหนึ่ง ความสุขไม่ใช่ปัจจัยภายนอกที่เราต้องวิ่งตามหา แต่เกิดขึ้นภายในจิตวิญญาณของเรา (จากการคิดดี ทำดี และได้สร้างสิ่งดีๆ)
We are what we repeatedly do. Excellence, then, is not an act, but a habit.
Will Durant (1926), inspired by Aristotle’s Work
Aristotle เรียกความสุขเวอร์ชันนี้ว่า Eudaimonia แปลภาษาอังกฤษว่า Human Flourishing หรือ Living Well + Excellence (หรือ Arete)
Eudaimonia คือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ไม่มีเป้าหมายใดยิ่งใหญ่กว่านี้อีกแล้ว แอดเห็นด้วยกับ Aristotle อย่างยิ่ง ขนลู๊กกกก
- ความสุขคือ Lifetime Journey ที่เราต้องลงมือทำตลอดทั้งชีวิต (Lasting)
- ความสุขไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ หรือความรู้สึกชั่วคราว (Fleeting)
สมมติวันนี้เราได้กินอาหารอร่อยๆ มีความสุข แต่พอพรุ่งนี้ไม่ได้กิน ก็ไม่มีความสุข แบบนี้หรอ? ถ้าคืนนี้นอนดูซีรีส์ มีความสุข แต่พรุ่งนี้ไม่ได้ดูซีรีส์ ก็ทุกข์เลย แบบนี้หรอ?
Aristotle บอก อะไรของคุ๊ณณณณ ฉันงง 555+ เอาความสุขไปผูกติดกับปัจจัยภายนอกเมื่อไหร่ ชิบหายเมื่อนั้น การันตีว่าทุกข์แน่นอน 1,000,000%
แถม ถ้าชีวิตเรามีความสุขจริงๆ คนรอบตัวจะสัมผัส “ความสุข” นั้นได้เช่นกัน ความสุขคือพลังงานดีๆที่ส่งมอบผู้อื่นได้ i.e. Happiness is Good Energy
สรุปความสัมพันธ์ระหว่าง Goodness และ Happiness
If I am Good, I will be Happy.
I am Happy, because I am Good.
สองประโยคนี้อาจจะดูวนๆ Circular Reasoning เพราะ Goodness กับ Happiness ในปรัชญากรีกคือสิ่งเดียวกัน และความดีขั้นสูงสุดคือ Eudaimonia (Highest Good)
Be Good, Be Happy จงเป็นคนดี คิดดี ทำดี สร้างสิ่งที่ดี แล้วชีวิตจะมีความสุขอย่างแท้จริง ความสุขที่ยั่งยืนอยู่กับเราอย่างยาวนาน ไม่จางหายได้ง่ายๆ
แค่เราเลือกเดินบนเส้นทางแห่งความดีงาม ชีวิตก็เข้าถึงความสุขแล้ว i.e. Journey is The Destination และปลายทางของถนนเส้นนี้ช่างงดงามเหลือเกิน
A Writer’s Life

Stoicism นำคำสอนของ Aristotle มาต่อยอดอย่างงดงาม
- เป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือ Eudaimonia การได้เป็นตัวเองเวอร์ชันที่ดีที่สุด
- Eudaimonia เป็นทั้งจุดหมายและเส้นทาง เส้นทางแห่งคุณธรรมและความดีงาม i.e. the path to happiness
- ถ้าเราเลือกเดินบนเส้นทางนี้ ความสุขคือสิ่งที่เราหนีไม่พ้น ค่อยๆสะสมความสุขไปเรื่อยๆ i.e. happiness is inevitable ขนลู๊กกกเลย
แนวคิดสำคัญของปรัชญา Stoic สอนให้เราโฟกัสสิ่งที่เรา “ควบคุม” ได้เท่านั้น และทุกชีวิต (หรือทุกอาชีพ) เกิดมาพร้อมกับหน้าที่ และหน้าที่ของเราคือทำงานนั้นๆให้ดีที่สุด
โลกนี้มีแค่สองอย่างที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเราคือความคิด Thoughts และการกระทำ Actions มาลองดูตัวอย่างเรื่องการเขียนคอนเทนต์บน social media
✍🏻 A good writer produces good writing.
หน้าที่ของนักเขียนคือการเขียนผลงานที่ดี
เราสามารถควบคุมความคิดและกระบวนการเขียนของตัวเองได้ 100%
สมองและมือเป็นของเรา อยู่ภายใต้อำนาจของเรา เราเปลี่ยนวิธีการคิดได้ เราพัฒนาทักษะการเขียนได้ i.e. we can control our writing process
You have power over your mind, not outside events. Realize this and you will find strength.
Marcus Aurelius
แต่ถ้าเรากด publish บทความเมื่อไหร่ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเราอีกต่อไป engagement คือสิ่งที่ algorithm กำหนด .. ไม่ใช่ตัวเรา
Wisdom ของปรัชญา Stoic คือความรู้ที่ใช้แยกของสองอย่างออกจากกัน สิ่งที่เราควบคุมได้ vs. สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
จงทำเต็มที่กับสิ่งที่เราควบคุมได้และยอมรับสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา
แล้วความสุขของนักเขียนจะเกิดขึ้นตอนไหน? ตอบให้แอดชื่นใจที 3, 2, 1 …
ความสุขคือการได้เขียนผลงานนั้นๆอย่างสุดความสามารถ เหมือนที่แอดกำลังนั่งเขียนบทความนี้ ส่วนความสำเร็จคือการได้กด publish แชร์สิ่งที่เราเขียนให้โลกอ่าน
✅ อธิบายแบบเห็นภาพชัดๆ สิ่งที่เราควบคุมได้คือ [คิด + เขียน + แก้ไข + กดโพสต์] สิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราคือ [ตัวเลข like + share + comment]
แอดเคยเสพติดตัวเลข engagement มากกก ก. ล้านตัว สมัยทำเพจใหม่ๆ กด refresh ดูข้อมูลทั้งวัน วันไหนคนกดไลค์น้อย เกือบเป็นซึมเศร้า 555+
ปัจจุบันได้ตื่นมาเขียนทุกเช้า แอดก็มีความสุขแล้ว จงโฟกัสที่ process ไม่ใช่ outcome
PS. บางทีแอดก็ยังมีรู้สึกบ้าง แหะๆ เวลาที่เราตั้งใจเขียนบทความนั้นขึ้นมา แต่ feed ไม่ดันโพสต์แอดเลย #เปิดการมองเห็น ต้องเข้าแล้ว ยั๊งงงง 555+
Life is Simple

ขงจื๊อ กล่าวไว้ว่า “ชีวิตนั้นแสนจะเรียบง่าย แต่เรากลับดึงดันที่จะทำชีวิตให้ยากเอง”
Life is really simple, but we insist on making it complicated.
Confucius
แอดห่างหายจากการเขียนบทความ Long-Form นานมาก น่าจะปีกว่าๆเลย
ตอนนั่งเขียนบทความนี้ ได้ตกผลึกความคิด สมองทำงานหนักมาก Neurons พุ่งปรี๊ด ยั๊งงง 555+ การเขียนคือการได้คิดบนกระดาษจริงๆ แอดรัก อ. William Zinsser
✍🏻 แอดนั่งเขียนบทความนี้สองวันเต็มๆ ใช้เวลามากกว่า 15 ชั่วโมง
ก่อนหน้านี้แอดไม่เคยอธิบายได้แบบชัดเจนเลยว่านิยาม “ความสำเร็จ” ของตัวเองคืออะไร แต่ตอนนี้นิยามมันชัดมาก ชัดระดับรูขุมขน มองจากนอกโลกยังเห็น เดี๋ยวๆ
นิยามความสำเร็จของแอดตอนนี้คือชีวิตที่มีความสุข เรียบง่าย แต่ทรงพลัง
ความสุขที่เกิดจากการเป็นตัวเองเวอร์ชันที่ดีที่สุด ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ และเป็นอิสระ
Happiness = Be Good + Be Peaceful + Be Free
ทั้งสามอย่างนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เราหาได้จากภายนอก แต่เกิดขึ้นภายใน (Internal States)
ไม่ใช่ I get แต่เป็น I am ..
- I am Good (Happy) เป็นสุข เพราะได้คิด ทำ สร้างสิ่งที่ดี เป็นตัวเองเวอร์ชันที่ดีที่สุด
- I am Peaceful สงบ เพราะโฟกัสสิ่งที่เราควบคุมได้ เข้าใจและยอมรับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ปรัชญา Stoic เรียกความสงบสุขนี้นี้ว่า “Tranquility”
- I am Free อิสระที่จะได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ
ความสุขที่แท้จริงอยู่ใกล้กว่าที่เราคิด แต่ที่ผ่านมาเราอาจจะมองหาความสุขผิดที่ วิ่งตามเป้าหมายปลอมๆ ภาพลวงตาที่พาเราออกจากเส้นทางที่ควรเดิน
แอดเคยฟัง Naval พูดเรื่อง Peace สมัยเด็กๆฟังไม่เข้าใจเลย แต่พอวันนี้เข้าใจเฉย ความรู้บางอย่างก็มาพร้อมอายุจริงๆ
ความแก่เป็นแบบนี้นี่เอง อีกสองปีแอดก็ 40 แล้ว แง๊ 555+
แค่ได้ตื่นเช้ามาอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ พาพ่อแม่ไปเที่ยว อยู่กับเมย์ไปจนแก่ ได้เห็นคิโนะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แบ่งปันความรู้ให้เพื่อนๆที่เชื่อในตัวแอด
นี่คือความสงบที่ชีวิตแอดต้องการ เพียงแค่นี้จริงๆ .. ทำไมเท่อ่า 🤣
อีกหนึ่งนิยามของ Peace สำหรับแอดคือการโฟกัสมีความสุขกับปัจจุบัน .. อดีตผ่านไปแล้ว เราแก้ไขอะไรไม่ได้ อนาคตยังมาไม่ถึง เครียดไปก็เท่านั้น
Focus กับปัจจุบัน ทำวินาทีนี้ให้ดีที่สุด คิดดี ทำดี สร้างสิ่งที่ดี .. วันนี้เลย .. อย่ารอ!
ในมุม Stoic ถ้าเราตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด พรุ่งนี้ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลเท่าไหร่ .. แต่ถ้าเราใช้ชีวิตวันนี้แบบแย่ๆ กลางวันเล่น TikTok กลางคืนดูซีรีส์ อันนี้ควรกังวลอย่างยิ่ง 555+
Value Creation

แอดดดด แล้วเงินยังสำคัญไหม?
บทความนี้ไม่แตะเรื่องเงินเลย แอดบอกให้เป็นคนดีอย่างเดียว แต่คนดีที่หาเงินไม่ได้ จะอยู่รอดได้ยังไงในโลกยุคนี้ แง๊ 555+
ดีใจที่ทุกคนถาม เพราะบังเอิญๆ แอดมีคำตอบพอดี เย้ย 555+
เงินสำคัญกับการใช้ชีวิตก็จริง แต่ “วิธีการที่เราหาเงิน” สำคัญกว่ามากกก ก. ล้านตัว
ถ้าเรายึดมั่นใน Eudaimonia ตั้งใจพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นทุกวัน คิดดี ทำดี สร้างสรรค์สิ่งดีๆให้สังคม เดี๋ยวเงินก็จะไหลมาหาเราเอง อันนี้ไม่มุก เรื่องจริงนะครับ (ทำหน้าซีเรียส)
วิธีการหาเงินที่ดีที่สุดคือการ “สร้างคุณค่า” i.e. Value Creation
ยิ่งเราสร้างคุณค่าให้สังคมได้มากขึ้นเท่าไหร่ คุณค่าก็จะวิ่งกลับมาหาเรามากขึ้นเท่านั้น
Quote สุดคลาสสิกของปู่ Warren Buffett คือ “Price is what you pay. Value is what you get.” ราคาคือสิ่งที่เราจ่าย คุณค่าคือสิ่งที่เราได้รับกลับมา
แต่ในฐานะผู้สร้างคุณค่า แอดขอปรับ Reverse Qoute ของปู่นิดเดียว
Value is what you create. Revenue is what you receive.
AdToy PodDash
อยากสร้างคุณค่า ต้องมีความรู้ .. อยากมีความรู้ ก็ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ ตื่นเช้ามาอ่านหนังสือทุกวัน ฝึกเขียนทุกวัน และแบ่งปันสิ่งที่เราเรียนรู้ ทำซ้ำแบบนี้ 10 ปีติดต่อกัน
ถ้าใครทำแบบที่แอดแนะนำ เรียน + เขียน + แชร์ 10 ปีติดต่อกันแล้วยังหาเงินไม่ได้ มาถีบหน้าแอด ยั๊งงง 555+
เป้าหมายของชีวิตไม่ใช่การหาเงินให้ได้เยอะๆ แต่คือการสร้างคุณค่าให้ได้เยอะๆ Maximum Value, Maximum Impact
คำถามคือ วันนี้เราสร้างคุณค่าอะไรให้สังคมแล้วหรือยัง?
The Knowledge of Enough

แอดมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ March (ชื่อจริงมงคล แอดเรียกมันว่า “หมง”)
เรารู้จักกันมาตั้งแต่ ป.5 แอดสะดุดขามันล้ม ปากแตก เลือดอาบพื้นเลย ยั๊งงง 555+ ต่างคนต่างเติบโต แยกย้ายกันไปเรียนและทำงาน หมงเรียนจุฬา ส่วนแอดอยู่เกษตร
ปีใหม่ที่ผ่านมาแอดส่งข้อความไปหาหมง มันไปเที่ยวกับครอบครัวที่พิจิตร เราคุยเรื่องชีวิต อัปเดตเรื่องทั่วไป แล้ววกมาเข้าเรื่องงานนิดหน่อย
ทอย: “ปีนี้น่าจะยาก เรื่องเศรษฐกิจ กอดงานแน่น 555+”
หมง: “มึงมีขนาดนี้ มึงจะคิดมาก [เพื่ออออ] .. หาความสุขบ้าง”
“คนเค้าไม่มีเงินอะไร เค้ามีความสุขกันแทบตาย คนอย่างมึงดันมาคิดมากโน่นนี้ .. ทุกคนแฮปปี้มีรอยยิ้มกันในแบบที่พอดี พอใจ” – หมง ฟาดดดด!
ความรู้สึกว่าตัวเองหาเงินได้ “ไม่พอ” .. ยังต้องพยายาม ต่อสู้ ตื่นเช้าขึ้นมาทำงานทุกวัน ความรู้สึกนี้บางทีก็ย้อนกลับมาหาแอดบ้างเป็นครั้งคราว
หมงอาจจะไม่ใช่คนที่หาเงินได้เยอะที่สุด ไม่ได้มีคนรู้จักเยอะเท่าแอด แต่หมงเป็นหนึ่งคนที่แอดว่ามีความสุขที่สุดเลย อาจจะไม่ได้สุขตลอดเวลา แต่สุข 90%+ of the time
และหมงคือคนที่ทำให้แอดเข้าใจประโยคนี้อย่างลึกซึ้ง “ความสุขเกิดขึ้นจากภายใน ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก” ความสุขคือ State of Mind ความสุขคือการอยู่กับปัจจุบัน
และความสุขคือการรู้จักคำว่า “พอ”
25+ ปีของมิตรภาพ .. การได้มีเพื่อนดีๆที่คอยให้ปรึกษาเราเสมอ แอดว่านี่คือ Peace อีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน i.e. Good Friends, Good Family
When Can I Stop?

When can I stop?
อยู่ดีๆแอดก็นึกถึงฉากหนึ่งใน The Avengers: Endgame (2019) ตอนที่ Thanos กลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุข นั่งเลี้ยงไก่ในฟาร์ม
ไม่มีสงครามต้องสู้ ไม่มีภารกิจใหม่ให้ทำอีกต่อไป Thanos ได้หยุดพักจริงๆสักที6
แอดว่า Analogy ของ Thanos ทรงพลังมากๆ หลังจากทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตสำเร็จ ทุกชีวิตควรมีโอกาสได้หยุดพัก
He who is brave is free.
Seneca, On Courage
กลับไปที่คำถามสำคัญของบทความนี้ “เราจะหยุดทำสิ่งนี้ได้ตอนไหน” และ “เมื่อไหร่เราจะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบสุขสักที”
คำถามเชิงปรัชญา ก็ควรตอบด้วยปรัชญา
พอมานั่งคิดดีๆ แอดว่าคำถามนี้ตอบง่ายมากเลย ไม่ต้องเขียนบทความยาวขนาดนี้ก็ได้ อ้าว 555+ .. Life is simple, but we make it complicated เหมือนที่ขงจื๊อบอกไว้
Eudaimonia คือคำตอบที่เรียบง่ายที่สุดของคำถามนี้ เป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือการได้พัฒนาเป็นตัวเองเวอร์ชันที่ดีที่สุด คิดดี ทำดี สร้างสิ่งที่ดี
วันที่เราไปถึง Eudaimonia หากทำสำเร็จ → วันนั้นคือวันที่เราหยุดได้ เพราะตาม Logic ของ Aristotle .. Eudaimonia คือเป้าหมายสูงสุด ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต
ทุกการตัดสินใจ ทุกการกระทำที่ช่วยให้เราขยับเข้าใกล้ Eudaimonia .. จงทำ
คำถามสำคัญที่ต้องถามตัวเองบ่อยๆ สิ่งนี้ช่วยให้เราขยับเข้าใกล้ Eudaimonia หรือเปล่า? ถ้าใช่ → ทำต่อไป แต่ถ้าไม่ใช่ → เลิกได้ เลิกนะ

Goal เดียวที่คู่ควรกับชีวิตคือ “Eudaimonia” ไม่ใช่การมี YouTube Subs 1M+ คน, ไม่ใช่เงินเดือน 100,000 บาท และไม่ใช่การได้ไปเหยียบดวงจันทร์
Eudaimonia7 คือ Real Goal เป้าหมายเดียวในจักรวาลที่มอบความสุขที่แท้จริงแก่ผู้ที่ตามหา ส่วนเป้าหมายอื่นๆคือ Fake Goals หมดเลย อย่าหาทำ
ทำไมมันง่ายอย่างนี้ แอดรัก Aristotle แอดรัก Stoicism 🫰🏻
You don’t need something fake, to do something real.
Jason Fried & DHH
When can I stop writing every morning?
- ทักษะการเขียน คือ “Metaskill” หนึ่งในวิธีการพัฒนาตัวเองที่ดีที่สุด
- แปลว่าการเขียนคือกิจกรรมที่ดี ช่วยให้เราเข้าใกล้ Eudaimonia
- คำตอบคือ “เขียนต่อ หยุดไม่ได้ ยั๊งงงง 555+”
How can I, finally be at peace?
- Peace (Tranquility) คือสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก
- Peace คือการรู้ความแตกต่างของสิ่งที่เราควบคุมได้ vs. สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
- จงโฟกัสทำอย่างสุดความสามารถกับสิ่งที่เราควบคุมได้ และปล่อยให้ผลลัพธ์เป็นไปตามธรรมชาติ Focus on process, not outcome
ในฐานะนักเขียน หน้าที่ของแอดคือสร้างสรรค์ผลงานที่ดีขึ้นทุกวัน ทุกครั้งที่หยิบปากกาขึ้นมาเขียน จงเขียนอย่างสุดความสามารถ
เขียนเพื่อส่งมอบความรู้ เขียนเพื่อพัฒนาความคิด เติบโตเป็นตัวเองเวอร์ชันที่ดีที่สุด
แถม ทักษะการเขียนคือขุมพลังของ One Person Business ยิ่งเขียนเก่งขึ้นเท่าไหร่ ประตูแห่งโอกาสยิ่งเปิดกว้างขึ้นเท่านั้น “โชคชะตาอยู่ข้างผู้กล้า” ขนลู๊กกก
This is Happiness

ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่ติดตามอ่าน PodDash มากๆคร้าบ แอดสนุกมากที่ได้เขียนซีรีส์นี้ และดีใจมากๆที่ทุกคนชอบอ่านงานเขียนของแอดนะครับ
ความสุขเกิดจากการได้เขียน ความสำเร็จเกิดจากการได้โพสต์ และ “ชีวิต .. ถ้าใช้มันให้ดี ไม่มีคำว่าสั้นเกินไป” – Seneca
สรุปแบบสรุป 6 ไอเดียสำคัญในบทความนี้ แอดนั่งเขียนมา 15 ชั่วโมง ความยาวประมาณ 25+ หน้า A4 นอนตอนไหน แง๊ 555+
- [Most] Goals Are Fake เป้าหมายส่วนใหญ่คือภาพลวงตา ไปถึงก็เจ็บปวด ไปไม่ถึงก็เจ็บปวดเหมือนกัน เจ็บทุกทางเลย 555+
- Eudaimonia คือเป้าหมายเดียวที่คู่ควรของชีวิต จงตื่นมาพบความจริง
- ความสุขคือ Lifetime Journey วัดกันที่วันสุดท้ายของชีวิต Be Good, Be Happy
- อะไรที่ทำแล้วช่วยให้เราขยับเข้าใกล้ Eudaimonia จงทำมันเยอะๆ
- อยากใช้ชีวิตอย่างสงบ ต้องแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่เราควบคุมได้ vs. สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ อยากมีความสุข ต้องโฟกัสให้ถูกตัว
- “การเขียนคือการได้คิดบนกระดาษ” – William Zinsser เราเขียนเพื่อพัฒนาตัวเอง เราเขียนเพื่อแบ่งปัน การเขียนคือเส้นทางแห่ง Eudaimonia
มุ่งหน้าสู่ EP.300 เราจะไม่หยุดเขียน ไหนแอดบอก “Our Goal, No Goals” ยั๊งงง 555+
เพื่อนๆอ่านบทความนี้จบแล้ว ได้ข้อคิดอะไรดีๆบ้าง คอมเมนต์บอกแอดหน่อยนะคร้าบ ทุกคอมเมนต์คือ “กำลังใจ” ให้แอดตื่นมาเขียนทุกเช้าเลย 💛
#PodDash #ModernFightClub
Footnotes
- หลายอย่างในชีวิตไม่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ โดยเฉพาะตัวแปรเชิงคุณภาพ แอดทำงานสาย data ก็จริง แต่เราเข้าใจข้อจำกัดเรื่องนี้ดีเลย ↩︎
- เงินเป็น metrics ที่ใช้วัดคุณภาพชีวิตได้ถ้าเรามองมันเป็น “proxy” ตัวแทนของ peace และ freedom ↩︎
- Board of Directors ของ Manchester United ประจำปี 2026 ↩︎
- บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ Amorim กับ Manchester United วันที่ 16 พ.ย. 2024 ↩︎
- Happiness มีสองแบบคือ Fleeting ชั่วคราว แป๊บเดียวก็หายไป (ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก) หรือ Lasting ยั่งยืน อยู่กับตัวเราตลอดทั้งชีวิต (เกิดขึ้นภายในจิตวิญญาณของเราเอง) ↩︎
- ใน Avengers: Infinity War ภาคก่อนหน้า Thanos ทำภารกิจที่สำคัญที่สุดของชีวิตเค้าสำเร็จแล้ว ↩︎
- Eudaimonia ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือเส้นทาง “This is the way” ↩︎

Leave a Reply to deepestcandyacf15fcfd4Cancel reply