เดือนที่ผ่านมา แอดมีโอกาสไปเรียนคอร์ส Turn Pro Digital Marketing รุ่นที่ 14 กับพี่ออยล์ DigiNative เป็นการเรียน 3 วันแบบจุกๆ สนุกมาก เนื้อหาอัดแน่น
แต่อาหารแน่นยิ่งกว่า buffet ทุกมื้อที่โรงแรม Landmark Bangkok ยั๊งงง 555+
ถ้าใครทำงานสาย digital marketing น่าจะเคยเห็นพี่ออยล์ตามงานอีเว้นต์ต่างๆ เป็นที่ปรึกษา และอาจารย์สอนการตลาดดิจิทัล ประสบการณ์มากกว่า 20 ปี

พี่ออยล์เคยทำงานอยู่ Ogilvy 15 ปี ก่อนลาออกมาทำ agency ของตัวเอง เจอลูกค้ามาแล้วทุกแบบ โหดมาก
บทความนี้แอดเขียนสรุปเนื้อหาบางส่วนของคอร์ส Turn Pro โดยเน้นเนื้อหาวันแรก ของโคตรดี อ่านจบ ได้ความรู้ digital marketing 101 แบบเต็มๆ ลุยครับทุกคน ✌️
Turn Pro Curriculum
Turn Pro วันแรก พี่ออยล์ปูพื้นฐานการปั้นกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล วันที่สองเป็นเรื่อง Paid Ads และวันสุดท้ายจะเน้นเรื่อง SEO + Organic Traffic
เรียนกันเป็นคลาสเล็กๆ ไม่เกิน 20 คน ที่โรงแรม Landmark ใกล้ๆบีทีเอสนานา เริ่มเรียน 9.00 – 17.00 น. พักเที่ยงหนึ่งชั่วโมง กับอีกสอง break ดื่มชาสั้นๆ
ดูความหนาของหนังสือที่พี่ออยล์แจก แบกจนปวดหลัง สอนทันได้ไงเนี่ย 🤣

What is Digital Marketing
Digital Marketing คือการทำการตลาดบนโลกดิจิทัล แปลตรงตัว 555+
หรืออีกชื่อคือ Online Marketing (subset) เป็นการใช้ internet และ digital communications เพื่อทำให้คนรู้จักแบรนด์ สินค้าและบริการของเรามากขึ้น
“Marketing” คือการสร้างและส่งมอบ value ให้กับลูกค้า ยิ่งเราสร้างคุณค่าได้มากขึ้นเท่าไหร่ ลูกค้ายิ่งอยากใช้ และรักแบรนด์เรามากขึ้นเท่านั้น
ปีก่อนแอดอ่านหนังสือ Same As Ever (2023) ของ Morgan Housel เขียนเรื่อง Amazon ไว้น่าสนใจมากๆ เป็นบทสัมภาษณ์คุณ Jeff Bezos สั้นๆ
Jeff เล่าว่าเวลาเจอนักข่าว มีแต่คนถามเค้าว่าอะไรจะเปลี่ยนบ้างในอนาคต ไม่เคยมีใครถามเค้าเลยว่า “อะไรจะเหมือนเดิมบ้าง same as ever?”

Jeff ค้นพบว่าลูกค้า Amazon อยากได้ของสามอย่างนี้ ไม่เคยเปลี่ยน
- Cheap Price – สินค้าราคาถูก
- Vast Variety – มีให้เลือกหลากหลาย
- Fast Delivery – ส่งเร็ว ไม่ต้องรอนาน
Amazon ในยุคของ Jeff Bezos ออกแบบกลยุทธ์ที่ focus ของสามอย่าง สร้าง value ตอบโจทย์ลูกค้าจนกลายเป็น e-commerce เบอร์หนึ่งของโลก
สิ่งที่ Jeff ทำ แอดคิดว่าไม่ต่างจากนักการตลาดเลย
Marketing ไม่ใช่แค่การซื้อโฆษณา ทำหนังปีละ 1-2 เรื่อง เพื่อสร้าง brand awareness เท่านั้น แต่เป็นการสร้างและส่งมอบ value ที่ลูกค้าต้องการ
The Heart of Marketing
ส่วนตัวแอดคิดว่าหัวใจของการตลาดไม่เคยเปลี่ยนเลย 100 ปีที่แล้วเป็นยังไง ทุกวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม มีแค่เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆตามยุคสมัย
หัวใจของการตลาดแบบ same as ever
- สร้าง value มี product/ service ที่ดี
- ทำให้คนรู้จัก
- ทำให้คนสนใจ
- ทำให้คนซื้อแบรนด์เราไปใช้
- กลับมาซื้อซ้ำ บอกต่อ มี word of mouth
สมัยก่อนเราใช้ทีวี ป้ายโฆษณา outdoor โฆษณาในวิทยุ และส่งจดหมายไปที่บ้านลูกค้าเพื่อสร้าง awareness กระตุ้นยอดขาย จะเน้นแบบ mass หน่อย
แต่ทุกวันนี้ นักการตลาดมีช่องทาง digital communication ใหม่ๆ ที่สามารถเลือก target ได้แม่นยำยิ่งขึ้น ปรับพารามิเตอร์ได้ทั้ง demo และ behaviours เช่น
- Social Media
- Online Advertising
- Website
- Text & Multimedia Messages (SMS/ MMS)
สรุปนิยามง่ายๆของ “Digital Marketing” คือการทำแคมเปญการตลาดผ่าน digital communication เพื่อสร้าง value, awareness, consideration และ drive sales
หรือเขียนเป็นภาษาไทยคือการทำให้คนรู้จัก สนใจ ชอบ ซื้อ ซื้อซ้ำ และบอกต่อ 💯 ผ่านกลยุทธ์และการใช้สื่อ digital ที่วัดผลได้ดีกว่า traditional media
Growth Hacking
แอดขอนอกเรื่องไปแตะเรื่อง growth หน่อย
จริงๆมีอีกศาสตร์หนึ่งคือ Growth Hacking ที่มองว่า Product คือหัวใจสำคัญของการทำการตลาดเลย ถ้า product เราดี ทุกอย่างจะง่ายขึ้น 100 เท่าเลย
พวกเค้าเชื่อว่า product ที่ดี จะสามารถโปรโมตตัวมันเองได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อโฆษณาเยอะเหมือนแต่ก่อน ของดี คนก็บอกต่อ เกิดเป็น Viral Loop
A growth hacker see marketing as something one builds into the product itself
Ryan Holiday
ถัดไปเป็น heated debate ระหว่าง digital marketers vs. growth hackers 🔥
นักการตลาดส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าการวัดผล digital marketing ทุกวันนี้ ทำได้ยาก ต้องลงทุนกับ tech stack แพงๆ สร้าง customer data platform ของตัวเอง
แต่ growth hackers ที่มีพื้นฐานด้าน engineering เชื่อว่าการวัดผลการตลาดทุกวันนี้ทำได้ดีมากแล้ว และอาจจะดีเกินไปด้วยซ้ำ (set up ถูก ใช้ API เป็น ก็วัดได้หมด)

Ryan Holiday เขียนในหนังสือ Growth Hacker Marketing (2014) ว่าเงินที่ลงไปกับ digital marketing พวก paid advertising ท่ามาตรฐานที่คนส่วนใหญ่ทำกัน
มันได้ ROI (Return on Investment) กลับมาน้อยมาก วัดผลได้ดีเกินไป เห็นหมดเลยว่าจ่ายเงินซื้อ ads เป็นล้าน ไม่ได้อะไรเลย กำๆ เอาเรื่องจริงมาล้อเล่น 555+
ถ้าอยากได้ ROI สูงๆ ก็ต้องมี product ที่ดี ตอบโจทย์ลูกค้าก่อน
หน้าที่ของนักการตลาดไม่ใช่แค่คิดเรื่อง communication และจ่ายเงินซื้อ ads เท่านั้น แต่ต้องมี product development อยู่ใน scope งานด้วย
สรุปคือถ้าเรายังหา product market fit (PMF) ไม่เจอ growth hackers บอกอย่าเสียเวลาทำ media planning เลย เดี๋ยวเสียเงินฟรี ยั๊งงง ทำไมดุจัง 🤣 555+
พักเรื่อง growth ไว้เท่านี้ก่อน กลับมาที่เนื้อหาหลักของคอร์ส Turn Pro เย้
The Four Ps
ถ้าอยากทำการตลาดให้ดี ต้องรู้จักโมเดล The Four Ps
Jerome McCarthy นักการตลาดชาวอเมริกัน เป็นคนแรกที่เริ่มใช้ 4P วางกลยุทธ์การตลาดในปี 1960 ประกอบด้วย Product, Price, Place และ Promotion
ทุกวันนี้มีการพยายามขยาย 4P ให้ครอบคลุมทุกมิติทางการตลาดมากขึ้น นักการตลาดจึงเพิ่ม People, Process และ Physical Evidence พัฒนาต่อยอดเป็น 7P
โดยรวมเราเรียกคอนเซ็ปต์นี้ว่า “Marketing Mix” หรือ “The 7P of Marketing”
สินค้าและบริการของแบรนด์เราไม่จำเป็นต้องใช้ครบทั้ง 7P ก็ได้
อยู่ที่ context และการทำความเข้าใจสิ่งที่ลูกค้าต้องการ อ่านต่อเรื่อง 7P ได้ที่บทความ Marketing Mix ของ MailChimp
✅ แอดนึกว่า Philip Kotler เป็นคนคิด 4P มาตลอด ดีที่เช็คข้อมูลก่อน 555+
12 Pillars of Digital Marketing
พี่ออยล์อธิบาย 12 pillars ของโลก digital marketing ครบ จบ ในที่เดียว (ได้เรียนเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรก เปิดโลกเลย)
- ⭐ Social media
- ⭐ Content
- ⭐ SEO and SEM
- Performance
- Online Adveritising & PPC
- Real-Time Marketing
- Mobile & Website
- Digital PR
- User Experience
- E-Commerce
- Influencer
- Customer Relationship Management
ถ้าเรารู้ชื่อ เราก็สามารถเรียนรู้ และจัดการมันได้ 12 แกนนี้น่าจะครอบคลุม digital marketing เกือบทั้งหมดแล้ว แต่คนหนึ่งไม่ต้องรู้ครบทั้ง 12 แกนก็ได้นะ 555+
ในงานแอดจะโฟกัสที่ Social Media [1] + Content [2] + SEO [3] เป็นหลัก
เน้นสร้าง high quality contents และ organic traffic เช่น เขียนบทความ ทำคอร์สเรียนฟรี และอัปโหลดวีดีโอบน YouTube เป็นต้น
อีกสองแกนที่ซ่อนอยู่ในสิ่งที่แอดทำคือ User Experience [9] และ CRM [12] เราอยากให้นักเรียนหรือผู้อ่านมีประสบการณ์ที่ดีเสมอ จะได้กลับมาอ่านบ่อยๆ 🙂
Digital Marketing Framework

Framework ที่พี่ออยล์สอนในคอร์สแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ทำจากบนลงล่าง
- Business Objective & Strategy
- Communication Objective & Strategy
- Creative Ideas & Contents
- Communication Plan & Media Channel Strategy
- Execution & Evaluation
พี่ออยล์ใช้คำว่า Strategy ใน 3/5 ขั้นตอน ทั้งหมดเริ่มต้นที่เป้าหมายของธุรกิจ ตอบให้ได้ก่อนว่าเราอยากทำ digital marketing ไปเพื่ออะไร
กลยุทธ์หรือกระบวนการคิดของเราสำคัญจริงๆ
แคมเปญการตลาดจะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่เราคิดได้ละเอียดแค่ไหน แอดนึกถึงหนังสือ Clear Thinking (2023) ของ Shane Parrish เลย
Move from where you are now to where you want to be
พี่ออยล์นิยามคำว่า strategy ได้น่าสนใจ คือสิ่งที่ทำให้เราย้ายจากจุดที่อยู่ตอนนี้ ไปสู่จุดที่เราอยากไป โดยใช้ energy น้อยที่สุด และมี competitive advantage
Competitive advantage แปลว่า คู่แข่งไม่สามารถ copy สิ่งที่เรามี หรือทำตามได้ง่ายๆ เพราะถ้าทุกคนทำได้เหมือนกันหมด สิ่งนั้นไม่ใช่กลยุทธ์แล้ว ล้ำลึก
เรียนวันแรกจบ แอดกดสั่งหนังสือของ Michael Porter จาก amazon เลย 555+
Marketing Objectives

พี่ออยล์เล่าว่าวัตถุประสงค์การตลาดมีสองแบบหลักๆ คือ
- Selling เน้นขาย
- Branding เน้นสร้างแบรนด์ (เพิ่ม value)
แคมเปญที่เน้นขายจะพูดเรื่องฟีเจอร์หนักๆ เช่น Coca Cola อร่อย ซ่า ดื่มได้ทุกวัน แต่ถ้าเน้นสร้างแบรนด์ ก็อาจจะเน้นเรื่อง core values และ identity ของแบรนด์
ความเชื่อเก่าคือ สองวัตถุประสงค์นี้มัน trade-off กันอยู่ ถ้าทำแคมเปญเน้นขาย ก็สร้างแบรนด์ไม่ได้ หรือถ้าทำแต่แคมเปญสร้างแบรนด์ก็อาจจะขายไม่ออกเหมือนกัน
แต่แอดเชื่อว่าเราสามารถทำสองอย่างพร้อมกันได้
พี่เอิร์ธ CEO adapter ไปพูดที่งาน The Secret Sauce Summit (2023) เรื่อง “Brandformance” โดยให้นิยามศัพท์ใหม่นี้ว่า
A marketing growth strategy that places the brand at the center of scaling
thebrandformer.com
แคมเปญการตลาดที่ดีต้องมี brand เป็นศูนย์กลาง ลงทุนทำครั้งเดียวได้ทั้งแบรนด์และยอดขาย (performance) ในเวลาเดียวกัน เฉียบ
ถามว่าทำได้ง่ายไหม? ก็ไม่ง่าย 555+
เพราะเหมือนที่ growth hackers บอกไว้ ถ้า product ยังดีไม่พอ พยายามแค่ไหน แบรนด์ก็ไม่เกิด นอกจาก strategy เราจะไปทาง low cost แบบสุดๆ
Sources of Growth
อีกพาร์ทหนึ่งที่สำคัญในการกำหนด marketing strategy คือการหาว่า sources of growth รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะมาจากลูกค้ากลุ่มไหน?
พี่ออยล์สอนเนื้อหาส่วนนี้ได้งดงามมากๆ ตบทุกอย่างอยู่ใน framework หยิบเอามาใช้ได้ง่ายๆ เราสามารถแบ่งลูกค้าออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆคือ Existing และ New
- Existing
- Current หรือ Active Customers ลูกค้าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
- Lapsed Customers ลูกค้าที่เคยใช้เรา แต่หยุดไปแล้ว
- New
- New Customers ลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาใน category
- Switchers ย้ายมาจากแบรนด์อื่นๆ
มีแค่ลูกค้าปัจจุบัน กับลูกค้าใหม่ ก็จริงนะ ง่ายเฉย 555+
ทำไมเราถึงต้องแบ่งลูกค้าเป็น segment แบบนี้? เพราะลูกค้าแต่ละกลุ่มมี insights ไม่เหมือนกัน และความยากง่ายในการเข้าถึงพวกเค้าก็ต่างกันด้วย
งานวิจัยเมืองนอกหลายตัวบอกว่า เงินที่เราใช้ดูแลลูกค้าปัจจุบัน (existing) น้อยกว่าการหาลูกค้าใหม่ (new) 4-5 เท่า แบรนด์จึงต้องโฟกัสเรื่อง customer retention
ถ้าอยากเข้าสนามรบ ดึงลูกค้าจากแบรนด์คู่แข่ง (switchers) ก็ต้องดูว่าพวกเค้ามี pain points อะไร และแบรนด์เราจะช่วยแก้ปัญหาให้เค้าได้ดีกว่าเดิมหรือเปล่า
หรืออาจจะสู้กันด้วยราคา เหมือนในตลาด telco ลดราคาสนั่น ดึงลูกค้าข้ามค่าย AIS, dtac, TRUE ย้ายค่ายได้ package พิเศษ เป็นต้น
How to Increase Revenue

แล้วรายได้ที่เพิ่มขึ้นคำนวณยังไง แอดขออธิบายเรื่องนี้ด้วยแนวคิดเศรษฐศาสตร์ สมการ total revenue รูปแบบที่ง่ายสุดคิดจาก price * quantity
total revenue = price * quantity
เพื่อความง่ายในการอธิบาย แอดจะขอกำหนดราคาให้คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง แปลว่ารายได้จะขึ้นอยู่กับตัวแปร quantity หรือปริมาณการซื้ออย่างเดียว
คำถามคือ quantity จะเพิ่มขึ้นได้ยังไง? วิเคราะห์แยกตาม sources of growth
- Existing customers
- Increase frequency ซื้อบ่อยขึ้น
- Increase basket size ซื้อมากขึ้น
- New customers
- New purchases ที่เกิดจากการซื้อครั้งแรก หรือลูกค้าย้ายค่าย
กลยุทธ์ที่เราใช้กระตุ้น quantity จะเป็นแบบไหน แอดคิดว่าอยู่ที่ธรรมชาติของตลาด และสินค้าหรือบริการนั้นๆด้วย FMCG อาจจะเน้น frequency + basket size ได้
แต่ถ้าเราอยู่ในตลาด smartphone อาจจะเน้นที่ new purchases จากกลุ่ม switchers เป็นหลัก เช่น Samsung พยายามเปลี่ยนใจลูกค้า iPhone เป็นต้น
พี่ออยล์มีพูดถึง STP นิดหน่อย แต่ไม่ได้ลงลึกมาก คือการทำ segment > target > position อันนี้ classic marketing ท่ามาตรฐาน ลอง Google อ่านต่อได้นะครับ
From Least to Most Aware
ถึงแม้งานวิจัยส่วนใหญ่จะบอกว่าการทำ customer retention ราคาถูกกว่าการทำ customer acquisition แต่แอดเห็นต่างนิดหน่อย
ถ้าเราทำการตลาดอย่างถูกวิธี ตามหลัก growth hacking สร้าง product market fit ได้แล้ว การหาลูกค้าใหม่จะ cost effective พอๆกับการทำ retention แน่นอน
หรือถูกกว่าด้วย เพราะเราสามารถได้ลูกค้าใหม่แบบฟรีๆผ่านการบอกต่อ หัวข้อนี้เราจะโฟกัสที่การ convert ลูกค้าใหม่จาก least aware ไปสู่ most aware
โดยโมเดลการตลาดที่เรานิยมใช้อธิบายเรื่องนี้คือ “Marketing Funnel”
Marketing Funnel
Marketing Funnel คือการแสดงผล customer journey เป็นรูปกรวยไหลจากบนลงล่าง จากคนรู้จักเป็นรู้ใจ ซื้อใช้ บอกต่อ โมเดลที่หลายคนน่าจะเคยเห็นคือ AIDA
AIDA ย่อมาจาก Awareness, Interest, Desire และ Action

Marketing Funnel เวอร์ชันที่พี่ออยล์อธิบายในคอร์ส Turn Pro จริงๆมีหลายตัวเลย แอดขอสรุปย่อเป็น 4 steps แบบนี้
- Awareness
- Consideration Video View
- Consideration Engagement
- Conversion หรือ Purchase
แอดชอบที่พี่ออยล์แยก consideration ของ video view และ engagement (like, share, comment) ออกจากกัน หรือจะลงลึกไปที่ deeper engagement แบบนี้
deeper engagement = comment + share
จริงๆมีงานวิจัยหลายตัวของ Meta Foresight ที่บอกว่า ยอด like ไม่ได้มีผลอะไรกับการซื้อสินค้าเลย เดี๋ยวนี้คนชอบกดไลค์ไปก่อน มือลั่น อ้าว 555+
หลายๆแบรนด์เลยเปลี่ยนมาดู deeper engagement มากกว่า ถ้าเราทำ contents ได้ดี เข้าใจ insights ลูกค้า คนก็จะอยาก comment และ share มากกว่า
หรือจะมองว่า deeper engagement เป็น high quality metric ก็ได้
Full-Funnel Marketing
พอเราเข้าใจ marketing funnel แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการคิดกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละ funnel หรือ FFM
Full-Funnel Marketing (FFM) คือกลยุทธ์การตลาดที่เจาะทุก funnel ไล่ตั้งแต่ awareness ไปจนถึง conversion หรือ repeated purchase

เดี๋ยวแอดขอหยิบวุ้นแปลภาษาแป๊บหนึ่ง 555+
เวลาเราทำ full-funnel คือในแต่ละชั้นของ marketing funnel จะใช้ creative และ execution ไม่เหมือนกัน เพื่อตอบโจทย์ insights ของลูกค้าใน funnel นั้นๆ
ลูกค้าที่เพิ่งเห็น ad (รู้จักเราเมื่อกี้) ยังไม่ได้กด like และ comment ใดๆ เราจะยิง conversion ad ลดราคา 50% ให้เค้าเห็นเลยก็รีบไป ใจเย็นๆ 555+
เหมือนเราเพิ่งเจอผู้หญิงที่เราชอบครั้งแรก แล้วขอแต่งานเลย ยั๊งงง 🤣
ในทางปฏิบัติ เราสามารถจับกลุ่ม full-funnel ได้เป็น 3 layers กว้างๆ
- Top of Funnel (ToFu) → Awareness
- Middle of Funnel (MoFu) → Consideration
- Bottom of Funnel (BoFu) → Conversion
แอดนั่งเรียน full-funnel ของ Dennis Yu เค้าใช้ระบบ automation ค่อนข้างเยอะเลย เช่น users ที่เห็น ToFu ad แล้วกด click จะไหลไป MoFu
ถ้าคลิก ad ของ MoFu ก็จะไหลต่อไปที่ BoFu เห็นเป็น conversion ad
Users สามารถไหลทวน funnel ได้ด้วย เช่น BoFu users ที่เห็น conversion ad มาแล้ว 14 วัน แต่ไม่ซื้อสักที ระบบจะปรับ users คนนั้นขึ้นไปที่ MoFu แบบอัตโนมัติ
ส่วนลูกค้าที่ซื้อสินค้าแล้ว ต้องถูกดึงชื่อออกจาก funnel ไปใส่ในระบบ CRM แทน
✅ Full-Funnel ของแท้ ต้อง automate ได้ทั้งระบบ ในไทยไม่ค่อยเห็นคนพูดเรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะต้อง set up ระบบหลังบ้านเยอะมาก หัวจะปวด 555+
ความงดงามของ Dollar-A-Day Strategy ที่ Dennis สอน คือเค้ารัน full-funnel วันละ $1 จริงๆ หรืออาจจะ $10 ไอเดียคือให้เราทดลอง และเรียนรู้ไปเรื่อยๆ
Campaign Design Formula
แอดสรุปสามปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนด “ความสำเร็จ” ของแคมเปญที่เราทำ

- Objective – เลือกวัตถุประสงค์ให้เหมาะสมโจทย์
- Target – เลือกกลุ่มเป้าหมาย ยิ่งละเอียดยิ่งดี
- Creative – การออกแบบชิ้นงาน artworks ต่างๆตาม insights
สามอย่างนี้ต้องออกแบบให้ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว แคมเปญถึงจะมีโอกาสสำเร็จสูง ถ้าเลือก objective ถูก แต่กลุ่ม target ผิด creative ทำไม่ตรง insights ก็จบเลย
ตอนเรียนในคลาส มีการถกกันเรื่อง targeting นิดหน่อยว่าจะเลือกแบบ broard หรือ specfic ดี เดี๋ยวนี้พอหลายๆ platforms เริ่มใช้ AI ทำ campaign optimization
Platforms จะชอบแนะนำให้ลูกค้าเลือกซื้อแบบ broard target แล้วให้ AI มันไป optimize ควานหาลูกค้าที่มีโอกาสซื้อของมากสุดให้เราเอง
All models are wrong but some are useful
George E.P. Box
พี่ออยล์บอกว่าไม่รู้ว่าดีกว่าจริงไหม บางทีเราเลือก manual + specific target เองได้ผลลัพธ์ดีกว่าปล่อย AI ทำงานอีก สรุปคือ AI ก็ไม่ได้เก่งไปหมดทุกอย่าง
วิธีการเดียวที่จะรู้ว่าอะไร work หรือไม่ work ในยุคนี้คือการ “ลองทำ” เท่านั้น
อีกเหตุผลที่ต้อง test บ่อยๆ เพราะ algorithms เปลี่ยนบ่อยด้วย กลยุทธ์ที่ใช้ได้ดีวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะใช้ไม่ได้แล้ว ค่า ad มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปีโดยเฉพาะบน Facebook
Marketing Metrics
พอทุกอย่างเป็น digital ข้อมูลพฤติกรรมต่างๆก็ถูก track ได้หมด ตัวเลข metrics จึงมีให้ดูหลายตัว วัดผลได้ตลอดทั้ง marketing funnel ตัวอย่างเช่น
- ToFu
- Impression
- Reach
- Frequency
- MoFu
- Video Views (25%, 50%)
- Click
- Engagement
- BoFu
- Conversion
- Lead
สูตรที่ digital marketers ทุกคนต้องเข้าใจคือการคำนวน frequency
frequency = impressions / reach
โดยที่ impressions คือจำนวนครั้งที่ ad เราถูกแสดงบน platform และ reach คือจำนวน users ที่เห็น ad นั้นๆ
ถ้ามีคนเห็น ad ของเราทั้งหมด 1,000 ครั้ง และ unique reach ได้ 500 คน แปลว่าโดยเฉลี่ย user แต่ละคนจะเห็นโฆษณาเรา 1,000/ 500 = 2 ครั้ง
ตัวเลข frequency จริงๆค่อนข้าง misleading เพราะความถี่ 2 ครั้ง ไม่ได้แปลว่า users ทุกคนที่เราเลือกไว้ใน target group จะเห็นโฆษณา 2 ครั้ง “เท่ากัน” ทุกคน
อย่าลืมว่า frequency คือค่าเฉลี่ย ได้ใช้ความรู้สถิติแล้ว เย้ 🤣 555+
มาลองดู search metrics กันบ้าง ปกติเราจะดูสี่ตัว (ใน Google Search Console) คือ impressions, clicks, CTR และ average position
CTR = clicks / impressions
วิธีการคำนวณ CTR หรือ Click Through Rate คือการเอาจำนวน clicks หารด้วยจำนวนครั้งที่เว็บไซต์ของเราถูกแสดงผลในหน้า search results
Cost Calculation

เราสามารถคำนวณ cost ของ paid media ได้ง่ายๆ โดย cost metrics ทุกตัวจะขึ้นต้นด้วยตัวอักษร C เช่น CPM, CPV, CPE, CPC และ CPA เป็นต้น
- CPM – cost per 1000 impressions
- CPV – cost per view
- CPE – cost per engagement
- CPC – cost per click
- CPA – cost per action
มาลองดูการคำนวณ CPA (leads) ถ้าเราใช้เงินโฆษณา 100,000 บาท แล้วได้ลูกค้ากรอกข้อมูล leads ให้เรา 2,000 คน แค่เอาตัวเลขมาหารกันก็เสร็จแล้ว 555+
CPA = ad spending / leads
CPA = 100000 / 2000
CPA = 50
แต่ละ social media platforms อาจจะนิยามของ view, engagement หรือ action ต่างกัน ต้องศึกษาข้อมูลบน platform นั้นๆอีกทีนะครับ
เราสามารถใช้ตัวเลข cost เหล่านี้ไปคำนวน ROI หรือ ROAS (Return of Ad Spend) ได้ด้วย ใจเราอยากเห็นตัวเลข return > 1.0 ขึ้นไป ไม่ขาดทุน 555+
ตัวอย่างการคำนวณ ROAS ของแคมเปญ สมมติเราได้ revenue มา 10,000 บาท และใช้งบยิง ad ไปทั้งหมด 5,000 บาท
ROAS = 10000 / 5000 = 2.0
แปลว่าทุกๆบาทที่เราใช้ยิง ad ได้รายได้กลับมาสองบาท ความแตกต่างของ ROAS กับ ROI คือ ROI จะคำนวณจาก net profit ที่หักค่าใช้จ่ายอื่นๆด้วย
ถัดไปมาเจาะลึก digital channels ที่สำคัญกันบ้าง ✌️
Core Channels
ตอนเรียนกับพี่ออยล์ เนื้อหามัน cover แทบจะทุก digital channels เลย แอดขอหยิบเฉพาะ channels ที่เราสามารถสร้างได้แบบ organic ไม่ต้องใช้เงินเยอะ
แบรนด์ควรโฟกัสที่การสร้างสาม channels นี้ให้ดี คือ web, search และ social
Web

เนื้อหาเกี่ยวกับ web ที่พี่ออยล์สอนใน Turn Pro แบ่งเป็นสามเรื่องใหญ่ๆ
- การสร้างเว็บไซต์ที่ดีสำหรับขยายผลทางการตลาดต้องทำยังไง
- เทคโนโลยีที่เอามาใช้ได้ และข้อควรระวังต่างๆ
- Google Analytics (first-party data) พี่ออยล์มีโชว์ demo เบาๆ
แอดเชื่อเหมือนพี่ออยล์เลย คือทุกธุรกิจ รวมถึงโปรเจ็คส่วนตัวของเราควรมี website หรือหน้า landing page เป็นของตัวเอง
มีเว็บอย่างเดียวไม่พอ ต้องเขียน content ที่มีคุณภาพออกมาอย่างสม่ำเสมอด้วย ตัว Content Management System ที่มีคนใช้เยอะสุดในโลกคือ WordPress
ถ้าใครอยากเริ่มทำเว็บของตัวเอง แอดอยากแนะนำ WordPress เพราะเว็บไซต์ทั่วโลกใช้ WordPress ทำ CMS ประมาณ 43% เป็นเบอร์หนึ่งมายาวนาน

ข้อดีของ WordPress ❤️
- เริ่มต้นใช้งานได้ฟรี (.com managed host)
- ใช้งานง่าย ไม่ต้องเขียนโค้ด
- ปรับแต่ง เพิ่มฟีเจอร์ด้วย plugin
- เร็ว แรง อัปเดตใหม่ทุกปี คะแนน SEO ของเว็บแอดเต็มหลอดเกือบ 100%
Website มีความสัมพันธ์กับ search marketing โดยตรง ทั้ง SEO และ PPC (แอดมีเขียนอธิบายสองคำนี้ในหัวข้อถัดไป)
เวลาเราอยากจะซื้อโฆษณาใน Google Search หรือ Bing ต้องมี URL ของ landing page ไว้ใส่ตอนสร้าง ads เสมอ
หน้า landing page จะมีผลโดยตรงกับ ad quality ถ้าเราเขียนโฆษณาขายรองเท้า แต่เวลาคนคลิกแล้ว ไปเจอหน้าครีมกันแดด โดน Google หักคะแนนแน่นอน
หรือคลิกแล้วเว็บโหลดช้า user experience ไม่ดี ก็โดน Google ทำโทษเช่นกัน
Search Engine
Google Search (82%) ยังครองส่วนแบ่งตลาดเยอะที่สุดในตลาด search engine รองลงมาคือ Microsoft Bing (11%) อ้างอิงจากสถิติของ Statista (2024)
ถ้าเราดู customer journey ของหลายๆธุรกิจ จะพบว่า search engine เป็นหนึ่งใน touchpoint ที่สำคัญมากในการหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ

โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง high involvement products เช่น คอนโด บ้าน รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ สินค้าแบรนด์เนม แบบประกัน เป็นต้น
การตลาดใน search engine จะแบ่งเป็นสองแบบหลักๆคือ
- SEO – Search Engine Optimization เน้น organic traffic
- PPC – Pay Per Click เน้น paid adveritising/ traffic
ความแตกต่างสำคัญของ SEO และ PPC คือคำว่า organic vs. paid และ long term vs. short term ถ้าเราเลือกจะทำ SEO ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือน
ในคอร์สพี่ออยล์สอนครบทั้งสองแบบ แต่แอดจะอินกับเรื่อง SEO มากกว่า อย่าง content ที่แอดเขียนสรุปอยู่ตอนนี้ ก็คือปัจจัยสำคัญในการสร้าง organic traffic
ยิ่งเราเขียน content เก่งขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่งานเขียนของเราจะติด SERPs หน้าแรกก็จะมีสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามหลักการ EAT – Expertise, Authority และ Trust
Note – แอดเรียนกับตังเม SEO โบ๊ะบ๊ะจะมี E อีกตัวคือ Experience ตอนนี้เหมือน Google จะชอบ contents ที่มาจากประสบการณ์ของตัวผู้เขียนเองด้วย เย้
Social Media
และ core digital channel ตัวสุดท้าย ขาดไม่ได้ คือ social media
อ้างอิงจาก Statista ปี 2023 คนไทยใช้ internet เฉลี่ยวันละ 7.58 ชั่วโมง เล่น social media วันละ 2.31 ชั่วโมง (คิดเป็น 38 วันต่อปี เล่นแบบไม่หลับไม่นอน)

จากสถิติจะเห็นว่า social media กลายเป็น digital channel สำคัญ ทั้งในมุมจำนวน users ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และจำนวนชั่วโมงที่คนไทยใช้บน platforms
ทำไมแบรนด์ต้องทำ social media marketing? พี่ออยล์เล่าเหตุผล 4 ข้อ ตามนี้
- Communicate
- Get feedback from customers
- Community
- Sell
ส่วนตัวแอดเวลาทำเพจคือใช้ social media ทำเรื่องการสื่อสาร [1] อ่านคอมเม้นต์ ความเห็นจากแฟนเพจ [2] และสร้าง community [3]
DataRockie เป็นมากกว่าสถานที่ แต่คือผู้คน ทำไมเท่ (quote จาก Thor 555+) แอดเชื่ออย่างนี้จริงๆ ส่วน sell [4] นานๆขายที ส่วนใหญ่เพจเราสอนฟรี เย้
ไหนๆก็เขียนมาขนาดนี้แล้ว แปะสามคอร์สฟรีที่อยากให้ทุกคนได้เรียน 🙂
เรียนฟรีแบบจุกๆ สอบผ่านมี digital certificate ให้ด้วย เฉียบ

Social media คือช่องทางที่ดีมากในการโปรโมต blog ที่แอดเขียน สอง channels หลักๆคือ Facebook สำหรับกลุ่ม mass และ LinkedIn สำหรับ professionals
ส่วน YouTube จริงๆแอดทำน้อยมาก ตอนนี้เอาไว้ Live สอนอย่างเดียว กำลังคิดว่าจะทำเป็นวีดีโอสั้นๆออกมามากขึ้น แนวๆ tutorial สัปดาห์ละ 1-2 วีดีโอ
ทุกคนคิดว่าไงบ้าง อยากดู content แนวไหน คอมเม้นต์บอกแอดได้นะครับ
ส่วน TikTok กับ Twitter แอดยังไม่ได้ทำจริงจังเลย เหมือนเป็นอีกศาสตร์หนึ่ง ทำหลายที่ก็เหนื่อย เลยยังไม่ไปดีกว่า (แอดทำคนเดียวด้วย ร่างจะแตกแล้ว 555+)
Marketing Consultant
เรียนจบทั้งสามวัน พี่ออยล์เปิดให้นักเรียนมาปรึกษาเรื่องการตลาดได้ฟรีด้วย แต่ต้องทำการบ้านมาส่งก่อน นักเรียนบอกร้องขอชีวิตแล้ว
แอดว่าคุ้มมาก ปกติค่า consult ของนักกลยุทธ์การตลาดมืออาชีพ เฉลี่ยชั่วโมงละ 10,000 – 20,000 บาท พี่ออยล์แถมให้ฟรีคนละ 30 นาที คุยสนุก มีแถม เดี๋ยว 🤣
จริงๆแอดเคยอยากลองทำเป็น marketing consultant เหมือนกัน ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน หรือว่าร้อนเงิน ยั๊งงง ต้องหาเวลาปรึกษาพี่ออยล์แล้ว 555+

หลายคนอาจจะเคยฟังเรื่องนี้ตอนแอด live บนเพจแล้ว
ตอนปี 2014 แอดสมัครเรียนโทการตลาดอีกใบที่ CMMU หรือวิทยาลัยการจัดการ ของมหิดล ได้ A ทุกวิชา ยกเว้นวิชาสุดท้าย Digital Marketing ได้ B+
สรุปตอนเรียนจบได้ GPA 3.96 อยากร้องไห้ 555+ พอได้กลับมาเรียนกับพี่ออยล์ เหมือนได้ทบทวนความจำหลายๆเรื่องเลย สุดยอด
ถ้าใครอยากเรียน ป.โท ดานการตลาด หรือการจัดการ หลังไมค์มาปรึกษาแอดได้ เย้
Turn Pro Batch 14
สรุป ความรู้สำคัญที่ได้จากคอร์สนี้
- พื้นฐาน digital marketing แบบจัดเต็ม ไม่ต้องเสียเวลาอ่านเอง
- ได้เรียนตั้งแต่การวางแผนกลยุทธ์ จนถึง execution
- Marketing tactics บน digital channels ต่างๆ ทั้ง owned, earned และ paid
- เรียนรู้เครื่องมือ digital tools มากมาย ตัวอย่างที่พี่ออยล์สอนในคอร์ส เช่น Google Trends, Keyword Planner, Google Analytics, SEMRush, Facebook Audience Insights เป็นต้น
- ได้ฟังประสบการณ์ทำงาน 20+ ปีของพี่ออยล์ คุ้มแล้ว

ขอบคุณพี่ออยล์มากๆที่ชวนไปเรียนคอร์ส Turn Pro รุ่นที่ 14 นะครับ ค่าคอร์ส 20,000 บาท เรียนสามวัน เนื้อหาแน่นแล้ว อาหารแน่นกว่า บ่ายง่วงทุกรอบ 555+
ได้กินฟรี เอ้ย เรียนฟรี ทอยรักพี่ออยล์ สรุปคะแนนเป็ดรีวิวของคอร์สนี้
- ⭐ Quality 8.8/10
- ⭐ Price 10/10 สำหรับการมาเรียนฟรี แต่ถ้าใครจ่ายเงินมา แอดให้ 8.5/10
- ⭐ Overall Duck Score 8.65 คะแนน
ส่วนคะแนนอาหารกลางวัน และชา กาแฟ ของว่างช่วง break เอาไป 100/10

คอร์สนี้เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ยังไม่เคย take course แนวนี้ที่ไหนมาก่อน ถ้าเคยเรียนมาบ้างแล้ว เนื้อหาบางส่วนอาจจะไม่ได้ตื่นเต้นเท่าไหร่
แต่ส่วนที่ตื่นเต้น พี่ออยล์ก็จัดให้สุดเลย 555+
ส่วนตัวแอดชอบเนื้อหาวันแรกมาก เริ่มตั้งแต่ business objectives วางแผนกลยุทธ์ เลือกกลุ่ม target ให้ตรงกับเป้าหมาย execution ทั้งระยะสั้นและระยะยาว
สิ่งที่แอดเคยอ่านมาผ่านๆ มันกระจายๆในหัว พี่ออยล์สามารถมัดรวม จัดเป็น framework ให้เราเข้าใจ และหยิบมาใช้ได้ง่ายๆเลย กราบพี่ออยล์

เพื่อนๆที่สนใจอัปสกิล digital marketing เหมือนยกคลาสเรียนมหาวิทยาลัยมาสอนจบในสามวัน เนื้อหารวมๆ 18-20 ชั่วโมง Turn Pro รุ่นหน้า ห้ามพลาด
นอกจากวิชา Turn Pro พี่ออยล์มีสอน Business Strategy ด้วย อยากเรียน 555+
ช่วงป้ายยา ใครอยากเรียน หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม ทักหาพี่ออยล์ได้ทาง Facebook Page: Kunchalee Sumleerat นะคร้าบ
PS. และนี่คือบทความ Digital Marketing อันแรกบน DataRockie เลย เขียนยาวจัด สุดยอด ฝากติดตาม category ใหม่ของเพจเราด้วยนะครับทุกคน ❤️

Leave a Reply